ตามปกติแล้ว พฤติกรรมการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งนั้น พอจะแบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
1. เลือกฟังจากการค้นหาอัลบั้มหรือชื่อศิลปิน ซึ่งส่วนใหญ่คนฟังประเภทนี้จะเป็นแฟนเพลงที่เหนียวแน่นอยู่แล้ว
2. ฟังเพลงตามหมวดหมู่ที่แอพพลิเคชั่นจัดมาให้มาแบบสำเร็จรูป อาทิ ตามประเภทเพลง เช่น เพลงร็อก , เพลงแจ๊ส, เพลงป๊อป หรือจะเป็นหมวดหมู่ตามอารมณ์ อาทิ เพลงเศร้า, เพลงรัก, เพลงปาร์ตี้, เพลงสำหรับฟังในรถ, เพลงสำหรับฟังในที่ทำงาน ฯลฯ
ซึ่งในกลุ่มที่ 2 นี้จะเป็นที่นิยมมากกว่า
ดังนั้น การที่คนฟังสามารถจะบล็อกศิลปินที่ตัวเองไม่อยากฟัง จึงน่าจะส่งผลกระทบกับพฤติกรรมการฟังเพลงในกลุ่มที่ 2 มากกว่า
ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก การสื่อสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ศิลปินในทุกวงการก็เปรียบเสมือนอยู่ในที่โล่งแจ้ง ที่ตกเป็นเป้าของสังคมออนไลน์ได้ง่าย
หลายครั้งที่เราเห็นสถานการณ์ที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันแบนศิลปิน หรือแบรนด์อันเป็นผลมาจากกระแสในโลกโซเชียลออนไลน์ อย่างเช่น แบรนด์ D&G ที่ถูกคนจีนแบน, หรือจะเป็นกรณีที่คนจีนแบนไม่มาเที่ยวเมืองไทยจากคำพูดของผู้บริหารประเทศ
ล่าสุดในวงการละครก็เพิ่งจะมีคนรวมกลุ่มกันแบนละครที่นักแสดงนำฝ่ายหญิงที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ เดือดร้อนถึงผู้จัดที่ต้องออกมาขอโอกาสให้นักแสดง
ในธุรกิจเพลงที่ปัจจุบันรายได้ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บค่าลิขสิทธิ์จากการสตรีมมิ่งที่มีแนวโน้มจะเติบโตใกล้แซง Physical Product อย่าง CD, MP3 เข้าไปทุกที
นอกจากการบริหารรายได้แล้ว ยังต้องบริหารภาพลักษณ์ของศิลปินให้ดีอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ศิลปินเพลงหลายคนอินกับกระแสการเมืองมากเกินไป แบบไม่ลืมหูลืมตาจนเสี่ยงที่จะถูกแบนจากคนฟัง
นั่นหมายถึงจะส่งผลกระทบกับรายได้ของค่ายเพลงในระยะยาว...
pics credit www.engadget.com