ในวันที่ข่าวดราม่าความสัมพันธ์ของคนดังเต็มหน้าฟีด ทำให้หลายคนเริ่มคิดว่า “การมีครอบครัว” ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จของความสุขอีกต่อไป เริ่มหวาดกลัวการใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน ที่เราอาจยังไม่รู้จักเขาดีพอ และมองว่าการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่ ผู้คนจึงเริ่มออกแบบอนาคตให้กับตัวเอง
จากวิจัยกรุงศรีกำลังบอกเราว่า “คนโสด” กำลังกลายเป็นกลุ่มใหญ่ของสังคมเมืองไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน พบว่าคนโสดเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 41% ระบุว่าตนเองเป็นโสด โดยเกือบครึ่งบอกว่า “ยังไม่เจอคนที่ใช่” สะท้อนว่าคนโสดส่วนใหญ่ยังเปิดรับความสัมพันธ์ ขณะที่อีก 28.8% เลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด”
เมื่อถามถึงข้อดีของชีวิตโสด ผู้ตอบแบบสำรวจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ เห็นตรงกันว่าชีวิตโสดให้ อิสระในการใช้ชีวิตตามใจ ตัดสินใจง่ายกว่า และจัดการเวลาได้คล่องตัวกว่า โดยมีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลยสักอย่าง แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ข้อเสียที่คนโสดกังวลมากที่สุด คือการไม่มีคนดูแลยามป่วย (44%) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (37%) และความเหงา (33%) นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย

คนโสดใช้เงินต่างจากคนมีครอบครัวอย่างไร?
ผลสำรวจเผยภาพที่ชัดเจนว่า คนโสดใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากกว่า ทั้งในด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์
- ท่องเที่ยวต่างประเทศ: คนโสดที่ไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มีสูงถึง 21% ในขณะที่คนมีครอบครัวมีเพียง 9%
- คอนเสิร์ต: 28% ของกลุ่มคนโสดดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2.7 เท่า
- ชอปปิงให้รางวัลตัวเอง: เกือบครึ่ง (47%) ของคนโสดชอปปิงเพื่อตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2 เท่า
- ดูแลสุขภาพและความงาม: คนโสดใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปาราว 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวที่ใช้เพียง 5% เท่านั้น นอกจากนี้ คนโสดยังจ่ายค่าหัตถการความงาม ราว 4% ของรายได้ เฉลี่ยปีละ 20,156 บาท ซึ่งสูงกว่าคนมีครอบครัวเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อคือ หากได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท คนโสดกลุ่มใหญ่จะเลือกนำเงินไปลงทุน ขณะที่คนมีครอบครัวกลุ่มใหญ่จะเลือกใช้หนี้ก่อน สะท้อนภาระชีวิตที่ต่างกันอย่างชัดเจน
ซึ่งข้อมูลที่ร้อนแรงที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ 38% ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดระบุว่าไม่คิดจะมีลูก ซึ่งสูงกว่าผู้ชายที่ 29% อย่างมีนัยสำคัญ ที่น่าสนใจคือในกลุ่มวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ควรสร้างครอบครัว กลับพบว่า 32% ยืนยันว่า ไม่คิดจะมีลูก และมีอีก 27% ที่ยังไม่แน่ใจ มีเพียง 19% เท่านั้นที่บอกว่าต้องการมีลูกในอนาคต ตัวเลขนี้ตอกย้ำวิกฤตอัตราการเกิดของไทยที่ปี 2568 มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
หากมองถึงผลกระทบจากการที่คนครองตัวเป็นโสดมากขึ้น วิจัยกรุงศรีมองว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจคนโสด (Single Economy) อย่างเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มปรับตัว เพราะเมื่อคนจำนวนมากเลือกใช้ชีวิตคนเดียว สินค้าและบริการก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งเพื่อรองรับทั้งคนโสด คนอยู่คนเดียว ไปจนถึงสังคมผู้สูงอายุที่เน้นความคล่องตัวและการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจแบบ 3S (Single-Solo-Silver)
ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่ง สนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อคนโสดโดยเฉพาะ ตั้งแต่บัญชีเงินฝากพร้อมบริการวางแผนการเงิน บริการดูแลยามป่วย ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวสำหรับคนโสด ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการสุขภาพและความงาม ที่พักอาศัยดูแลง่ายพร้อมระบบ Smart Home รวมถึงบริการจัดการมรดกและทรัพย์สิน
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนโสดบางส่วนเริ่มนิยามคำว่า “ผู้รับมรดก” ใหม่ เพราะมีแนวโน้มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล มากกว่าคนมีคู่หรือมีครอบครัวถึง 4.6 เท่า และยังมีโอกาสเลือก “ใช้เงินให้หมดก่อนเสียชีวิต” มากกว่าถึง 2.7 เท่า ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่ได้ยึดติดกับการส่งต่อทรัพย์สินตามสายเลือดเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่มองความมั่นคงและคุณค่าของชีวิตในรูปแบบใหม่แทน

บทสรุป: โสดหรือมีครอบครัว ต่างก็ต้องวางแผนชีวิต
วิจัยกรุงศรีทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ "วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพ และสร้างเครือข่าย ดูแลกันและกัน" ตั้งแต่วันนี้ เพราะในสังคมที่การอยู่คนเดียวกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ ความมั่นคงจึงไม่ได้มาจากการมีครอบครัว แต่มาจากการเตรียมความพร้อมของตัวเองเพื่อรองรับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป