ในวันที่ใคร ๆ ก็มีสมาร์ทโฟน การมีอยู่ของ “ตู้โทรศัพท์” จึงค่อย ๆ เลือนหายไป อย่างที่ไทยก็ถูกรื้อถอนออกแทบจะทั้งหมด แต่สำหรับประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติอยู่เสมออย่างญี่ปุ่น ตู้โทรศัพท์ยังคงสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารฉุกเฉิน ทำให้ญี่ปุ่นมีตู้โทรศัพท์สาธารณะพร้อมบริการอย่างทั่วถึง
แม้ตู้โทรศัพท์สาธารณะยังอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโตเกียวจึงเริ่มมองหาวิธีใหม่ในการใช้ประโยชน์จากพี่ ๆ ตู้โทรศัพท์เหล่านั้น ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันตู้โทรศัพท์ให้สามารถเป็น “จุดกระจายสัญญาณ Wi-Fi ฟรีทั่วเมือง” เพื่อให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คนที่มีแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตราคาแพงเท่านั้น
ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Connected Tokyo ที่ต้องการยกระดับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในเมือง ทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ที่เครือข่ายมือถืออาจใช้งานไม่ได้ตามปกติ โดยใช้ชื่อว่า “TOKYO_FREE_Wi-Fi”
ในระยะแรก มีตู้โทรศัพท์ประมาณ 1,500 จุดทั่วโตเกียวที่ถูกติดตั้งระบบ Wi-Fi แล้ว โดยผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อผ่านมาตรฐาน OpenRoaming ซึ่งเป็นระบบ Wi-Fi แบบปลอดภัย ที่ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอัตโนมัติได้ในจุดให้บริการทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องล็อกอินใหม่ทุกครั้ง

จุดเด่นของระบบ OpenRoaming คือ เมื่อผู้ใช้ลงทะเบียน ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรไฟล์เรียบร้อยแล้ว สามารถเริ่มใช้งานได้จากการสแกน QR Code ที่ติดอยู่บริเวณตู้โทรศัพท์ อุปกรณ์จะสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย TOKYO_FREE_Wi-Fi ได้อัตโนมัติทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้จุดให้บริการ โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือล็อกอินซ้ำอีก ซึ่งปัจจุบันมีจุดรองรับมากกว่า 3.5 ล้านแห่งทั่วโลก

ปัจจุบันโครงการเริ่มให้บริการในพื้นที่รอบสถานีหลัก บนเส้นทางรถไฟสายยามาโนเตะ ก่อนจะทยอยขยายไปยังสวนสาธารณะ พื้นที่อพยพฉุกเฉิน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ทั่วเมือง โดยรัฐบาลโตเกียวมีแผนตั้งเป้าขยายจำนวนจุดให้บริการ Wi-Fi สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าภายในระยะเวลา 3 ปี หรือราว 3,600 จุดทั่วเมือง
ผู้ว่าการกรุงโตเกียว Yuriko Koike กล่าวว่า “การสื่อสารคือสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเกิดภัยพิบัติ” และมองว่าโครงการนี้จะช่วยทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
แม้ตู้โทรศัพท์อาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่ผู้คนใช้งานเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่โตเกียวกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานเก่าไม่ได้จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป หากสามารถปรับบทบาทใหม่ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในยุคดิจิทัลได้อีกครั้ง