หลังจากเข้ามาอยู่กับยูนิลีเวอร์ไม่นานก็มีการ “รีเฟรช” แบรนด์พอนด์สให้ดูทันสมัยขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา การรีเฟรชแบรนด์ในครั้งนั้น สถาบันพอนด์ส ถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ภาพของแบรนด์พอนด์สดูสาวและทันสมัยเหมาะกับผู้หญิงยุคใหม่ใน พ.ศ.นี้ แถมเป็นความทันสมัยที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นพื้นฐานที่มีต่อตัวสถาบันด้วย
ก่อนการรีเฟรชแบรนด์ในครั้งนั้น พอนด์ส มีการทำวิจัยกับผู้บริโภค และพบว่า ผู้บริโภคเชื่อว่า พอนด์สเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี เชื่อถือได้
แต่เมื่อถามต่อว่า เหมาะกับเขาหรือจะใช้หรือไม่นั้น คำตอบที่ได้ออกมาก็คือ ไม่ใช้ เพราะเป็นแบรนด์รุ่นแม่ หรือเป็นแบรนด์ของคนรุ่นที่แล้ว ผลจากการวิจัยตลาด จึงพบแก่นของแบรนด์พอนด์สว่ามันอยู่ที่ความเก่าแก่น่าเชื่อถือในฐานะที่อยู่ในตลาดมานาน โดยความน่าเชื่อถือหรือเชื่อมั่นในคุณภาพมาจากการมีสถาบันพอนด์สเข้ามาเป็นแบ็คอัพ
ในครั้งนั้น เอเยนซีที่รับผิดชอบในการรีเฟรชแบรนด์ของพอนด์สอย่างโอกิลวี่ จึงเลี่ยงที่จะไม่ใช้พรีเซ็นเตอร์ หรือดารารุ่นใหม่เข้ามาเป็นตัวแทนในการพูดทันที เพราะถ้าทำอย่างนั้น ความน่าเชื่อถือในฐานะที่สื่อออกไปว่าเป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่จะไม่มีน้ำหนักมากนัก
แม้สูตรสำเร็จในการทำสินค้าสกินแคร์หรือครีมบำรุงผิวหน้าที่ส่วนใหญ่จะขาย “ความคาดหวัง” จากการใช้ว่า เมื่อใช้แล้วจะทำให้ดูดีขึ้น และตัวดาราหรือ “เซเลบ” จะเป็นเสมือนทางลัด ที่เข้ามาช่วยสร้างแรงจูงใจ ซึ่งกรณีของพอนด์สจะต่างกัน เพราะมีการหยิบเอาจุดที่แข็งที่สุด คือสถาบันพอนด์ส มาพูด เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความมั่นใจว่า ตัวสถาบันที่ดีนั้นสามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ได้ สอดคล้องกับความเก่าแก่ น่าเชื่อถือซึ่งเป็นแก่นของแบรนด์พอนด์สมาช้านาน
สถาบันพอนด์ส จึงกลายเป็นคีย์หลักในการพูดกับผู้บริโภคในช่วงแรก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และโลโก้ใหม่เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้น ซึ่งถ้ายังพอจำกันได้ ภาพของกระจกบานเลื่อนของสถาบันวิจัยพอนด์สที่เลื่อนเข้าเลื่อนออกในหนังโฆษณา ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องถึงขนาดที่ว่า ถ้ามีใครนับการเลื่อนเข้าเลื่อนออกของประตูกระจกบานเลื่อนของสถาบันวิจัยพอนด์สที่ผ่านตาผู้บริโภค อาจได้ตัวเลขแป็นหลักหมื่นครั้งก็เป็นได้
“สถาบันวิจัย” ถูกพูดผ่านหนังโฆษณาของพอนด์สอย่างต่อเนื่อง จนสามารถ “ปักหมุด” เข้าไปในการรับรู้ของผู้บริโภคเป้าหมายได้ โดยช่วงเวลาดังกล่าว ยูนิลีเวอร์ แทบจะไม่เคยหยุดการพูดถึงจุดแข็งดังกล่าวนี้เลย แต่เมื่อสามารถฝังเข้าไปในการรับรู้ของผู้บริโภคได้ การสื่อถึงสถาบันพอนด์สก็ค่อยๆ ถูกเฟดออกไป
จนถึงปี 2549 สถาบัน พอนด์ส ก็ถูกนำมาต่อยอดและทำให้ผู้บริโภคสัมผัสจับต้องได้ ด้วยการทำ“โรดโชว์” ออกสู่ต่างจังหวัดผ่านแคมเปญ “สถาบันพอนด์สออนทัวร์ ตรวจผิวฟรี 73 จังหวัดทั่วประเทศ” โดยใช้งบการตลาดถึง 150 ล้านเพื่อนำผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเครื่องตรวจสุขภาพผิวพร้อมหน่วยรถ 10 คัน ตระเวนตรวจผิวสาวๆ ตามจังหวัดต่างๆ
เป้าหมายในการทำแคมเปญดังกล่าว ก็เพื่อต้องการ Penetrate การใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวหรือไวท์เทนนิ่ง ออกสู่ต่างจังหวัดที่คราวนี้ลงลึกสู่ระดับอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวไม่มากนัก ต่างจากในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่ตลาดพัฒนามาสู่การใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่เป็นตัวลดริ้วรอยมากขึ้น
โดยปกติผู้บริโภครู้จักสถาบันพอนด์สอยู่แล้ว เพราะการโฆษณาแต่ละครั้งก็มีการย้ำให้เห็นมาตลอด การจัดแคมเปญดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้บริโภคจับต้องในสิ่งที่เราพูดมาตลอดได้ ถือเป็นการทำการตลาดที่ช่วยสร้างประสบการณ์โดยตรงกับตัวแบรนด์ทางหนึ่ง