Proactive Teamwork
กับการสร้าง Proud to Be Culture
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของภัยคุกคามที่จะมา Disruption องค์กรใดองค์กรหนึ่งในวันนี้เกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบไม่เฉพาะแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเรื่องของวิธีคิด และการทำงานของคนในองค์กร ดังนั้นวิธีที่จะรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว คุณฉัตรชัย ให้ความสำคัญกับการเตรียมคนให้มีความไดนามิคกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด
“สิ่งสำคัญคือการสร้าง Attitude ให้ทุกคนตระหนักว่าความสำเร็จขององค์กรในอดีตไม่ได้การันตีว่าจะทำให้องค์กรอยู่ได้ในวันพรุ่งนี้หรือต่อให้องค์กรแข็งแกร่งมั่นคงแค่ไหน จู่ๆ มี New Player นอกอุตสาหกรรมมาจากไหนก็ไม่รู้มา Disrupt แล้วพนักงานไม่มีความสามารถในการปรับตัว หรือมัวติดกับดักความสำเร็จ ก็สามารถพังครืนได้อย่างรวดเร็ว อย่างที่เราเห็นตัวอย่างบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ล้มหายไปในอดีต ดังนั้นพนักงานจะต้องมี Attitude ในการก้าวข้ามและตื่นตัวในการที่จะเปลี่ยนเพื่อรับมือเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า Disruption จะมาในรูปแบบไหน และเมื่อไหร่ประเด็นเดียวที่เราทำได้ คือ การเตรียมความพร้อมของพนักงานให้มีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง”
การลุกขึ้นมาปฏิวัติการทำงานครั้งใหญ่ มาจากการปรับการทำงานให้พนักงาน Proactive มากขึ้น โดยเริ่มจากให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะเข้าใจและแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกระบวนการเร่งให้เกิดความร่วมมือขึ้นโดยอัตโนมัติ
ยกตัวอย่างการเกิดขึ้นของแอพพลิเคชั่น GHB ALL มาจากการให้พนักงานทุกคนซึ่งเป็นทั้งผู้ปฏิบัติงาน และมีฐานะเป็นลูกค้าของ ธอส. ได้ทดลองใช้แอพพลิเคชั่นก่อน พร้อมเปิดเวทีให้ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และร่วมมือกันแก้ปัญหาจนทำให้ GHB ALL เป็นแอพพลิเคชั่นที่มี User Interface ที่ใช้งานง่าย และมีบริการครบครันตามที่ลูกค้าต้องการ
“เราจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ซึ่งต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โชคดีที่พนักงานธอส. ทุกคนเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะเราแสดงให้เห็นว่าเปลี่ยนแล้วมันดีต่อองค์กรจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง พอเปลี่ยนแล้วเกิดผลลัพธ์ดีขึ้นกับทุกคนในองค์กรจริง และสิ่งที่สำคัญทุกวันนี้เรากำลังพยายามสร้างให้พนักงานมีความรู้สึก Proud To Be ถ้าเขารู้สึกภูมิใจในการเป็นพนักงานขององค์กรแล้วการทำงานจะมาด้วยใจโดยไม่ต้องบังคับเลย พร้อมจะปรับปรุงตัวเองพร้อมที่จะปรับปรุงองค์กรให้เป็นแบรนด์ที่ประชาชนยอมรับ และอยากทำให้องค์กรแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ”
High Performance
แน่นอนว่าวัฒนธรรมองค์กรใหม่ย่อมส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงเกิดโมเมนตั้มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จาก Productivity ของพนักงาน และผลประกอบการของ ธอส. ที่ทำได้สูงกว่า KPI ที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้
โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 122,9363 ล้านบาท หรือเกิน 1 แสนล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนเพิ่มขึ้นถึง 53.67% คิดเป็น 85,263 บัญชีและคาดว่าสิ้นปีนี้ยอดการปล่อยสินเชื่อจะสูงถึง 2 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 1.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 7% ในขณะที่สามารถรักษา NPL ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 4% เท่านั้น
คุณฉัตรชัย กล่าวถึง Key Success ว่าเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ขยายตัวดีขึ้น รวมถึงการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อของ ธอส. ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกระดับรายได้โดยที่ผ่านมาธอส. มีการออกผลิตภัณฑ์แทบทุกไตรมาสรองรับความต้องการของลูกค้า และบริบทของประเทศในขณะนั้น โดยเฉพาะโปรดักต์ในปีที่แล้วที่ออกมาได้ช่วยให้ประชาชนมีบ้านโดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการมีบ้านด้วยการออกค่าใช้จ่ายให้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ค่าประเมินหลักประกันค่านิติกรรมและค่าจดจำนอง 1% ช่วยลดภาระต้นทุนการมีบ้านของลูกค้าให้ต่ำที่สุด มากไปกว่านั้นการตรึงอัตราดอกเบี้ยในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการชำระผ่อนสินเชื่อเท่าเดิม ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้
“Key Success อีกข้อหนึ่งมาจาก Passion ในการทำงานของพนักงานและนโยบายของรัฐบาลตามที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้นโยบายมาว่า ธอส. ไม่ได้มีหน้าที่ทำกำไรเข้ารัฐสูงสุดแต่มีหน้าที่ทำให้คนมีบ้านโดยที่มีผลประกอบการผ่าน KPI แค่นั้นพอ ดังนั้นเมื่อนโยบายชัดเจนทำให้เราสามารถที่จะออกแบบ Product และปรับวิธีการทำงานของธนาคาร โดยที่เราไม่ได้คำนึงที่จะสร้างกำไรสูงสุด หรือส่งเงินเข้ารัฐเป็นอันดับ 1แต่เรายังคงส่งเงินเข้ารัฐตาม KPI ที่วางไว้ในขณะเดียวกันเราเอากำไรนั้นกลับคืนมาที่ประชาชน เราสามารถที่จะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด 0.25-0.50 สตางค์นั่นหมายถึงเราช่วยแบ่งเบาภาระผ่อนชำระของลูกค้าจากเดือนละ 6,000 บาท ลดลงเหลือ 4,800-5,000 บาท หรือลดไปประมาณพันกว่าบาทจากวงเงินสินเชื่อ 1 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่ได้เสียรายได้จากการที่เราส่งน้อยลงเพราะเงินยังอยู่ในกระเป๋าของประชาชนที่เขาไม่ต้องมาจ่ายเงินกู้ในราคาที่สูงเขาก็ไปจับจ่ายใช้สอยอย่างอื่นก็หมุนเวียนในเศรษฐกิจเป็นภาษีที่วิ่งกลับเข้าไปหารัฐในรูปแบบอื่นมากกว่าที่เราจะนำส่งเป็นกำไรด้วยซ้ำไป”
Branding by Create Value
ไม่เพียงแต่ตัวเลขผลประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น ในส่วนของภาพลักษณ์แบรนด์ก็ได้รับการชื่นชมเช่นกัน สะท้อนได้จากผลการวิจัย Thailand’s Most Admired Brand 2018 ในหมวดธนาคารเฉพาะกิจ แบรนด์ธอส. สามารถไต่อันดับความนิยมขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 จากเดิมอยู่อันดับ 4 ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียวทั้งๆ ที่ ธอส. ไม่ได้ลุกขึ้นมาใช้เม็ดเงินสร้างแบรนด์ผ่านโฆษณาประชาสัมพันธ์มากเหมือนแบรนด์อื่น
“ผมคิดว่า ธอส. สร้างแบรนด์ผ่านการทำงาน จากวิสัยทัศน์ที่เราต้องการให้ ธอส. เป็นธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้าน โดยมีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” แล้วเราทำอย่างนั้นได้จริงๆ ตามที่แบรนด์Represent ออกไป ผมถือว่านั่นคือ การสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด ทำให้ความเชื่อมั่นของแบรนด์เกิดขึ้นเองโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำ Marketing หรือสร้างภาพให้ดูดี เพราะบางครั้งการทำอย่างนั้นกลับเป็นดาบสองคมด้วยซ้ำไปถ้าเราทำภาพให้ดูดีแต่ถึงเวลาคนมาสัมผัสแล้วไม่ใช่ตามที่โฆษณาไว้ จะส่งผลเสียกับแบรนด์มากกว่าตรงนี้ผมเลยอยากที่จะให้สร้าง Brand Value ให้ไปตาม Missionของธนาคารที่ว่าอยากให้คนไทยมีบ้าน แล้วเราทำได้จริงๆตามนั้น จะทำให้แบรนด์มี Value ด้วยตัวของมันเองโดยธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องไปสร้าง ซึ่งตอนนี้คนไทยเริ่มรู้แล้วว่าธอส. มีนโยบายที่อยากให้คนไทยมีบ้าน และเวลาที่เขาเข้ามาเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อแล้วได้บ้านในอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้กับแบงก์พาณิชย์ มีความอะลุ่มอล่วยมากกว่า และภาระในการมีบ้านมีต้นทุนที่ต่ำ และไม่เอาเปรียบลูกค้า”
คุณฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ภาพของธอส. ในวันนี้แตกต่างไปจากอดีตมาก จากการสำรวจตลาดพบว่าคนทั่วไปมี Perception กับธอส. ในแง่ที่ว่าทำให้คนไทยมีบ้าน หรือหากคิดจะขอสินเชื่อบ้านก็จะนึกถึงแบรนด์ธอส.
“ผมมองว่าส่วนหนึ่ง Message ของ Mission ที่ออกไปในเรื่องของการทำให้คนไทยมีบ้านเป็นภาษาที่ง่ายและ บ้านก็เป็นปัจจัย 4 ของทุกคนอยู่แล้ว เมื่อ ธอส. ทำให้คนมีบ้านได้จริงจากตัวเลขการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นทุกปีจาก 1.8 แสนล้าน ในปี 2559 และ 1.9 แสนล้าน ในปี 2560 จนเกิดเป็น Word of Mouth ทดลองเข้าไปขอสินเชื่อ และกลายเป็นลูกค้า ธอส. ในที่สุด”
เดินหน้าโครงการบ้านล้านหลัง ***ส่ง Press Release ล่าสุดให้ค่ะ****
สำหรับแนวทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง คุณฉัตรชัย กล่าวว่า ธนาคารพร้อมร่วมมือพันธมิตรสนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงเป็นกลไกของภาครัฐช่วยให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศขยายตัวอย่างแข็งแรงต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือเป็นภารกิจหลักที่ ธอส.ต้องดำเนินการสนับสนุนให้คนไทยมีบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย/ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มที่เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ และกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะ “โครงการบ้านล้านหลัง” ที่ ธอส. เตรียมความพร้อมที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ของปีนี้
โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการปล่อยกู้สินเชื่อบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ในวงเงินการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด 50,000 ล้านบาทผ่อนเดือนละ 3,800 บาทนาน 40 ปี และดอกเบี้ยคงที่ถึง 5 ปี จากเดิมที่ได้เพียง 3 ปี ปัจจุบัน ธอส. ได้รวบรวมที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทจากดีเวลลอปเปอร์จนได้แล้วกว่า 1.2 แสนยูนิต เพื่อรองรับ 3 กลุ่มนี้
“เป็นการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่เช่าบ้านอยู่ เพราะอัตราการผ่อนชำระเท่ากับค่าเช่าบ้าน ซึ่งเราเตรียมวงเงินปล่อยกู้ไว้ 50,000 ล้านบาทจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า แต่ถ้าหากมีดีมานด์ในตลาดสูงมาก เราก็จะกลับมาบริหารการจัดการเพื่อขยายวงเงินออกไป ปัจจุบันโครงการบ้านล้านหลังกำลังอยู่ในขั้นตอนนำเสนอบอร์ดคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ในการพิจารณาในเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นจะส่งเข้ากระทรวงการคลังและที่ประชุม ครม. คาดว่าอย่างช้าภายในเดือนตุลาคมนี้น่าจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”
Next
กับเป้าหมายการทำงานในอนาคต คุณฉัตรชัย ยังคงทุ่มเวลาไปกับยุทธศาสตร์การปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ กระบวนการขอสินเชื่อการบริการเงินฝาก งานประเมินราคางานนิติกรรม งานทางด้านบัญชีและทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อลดขั้นตอนเพื่อมอบบริการให้เร็วที่สุด ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม เพื่อนำไปชดเชยในส่วนของการดึงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ
“ผมเป็นคนที่ทำงานแล้วยึดหลักการแข่งขันกับตัวเอง โดยไม่จมอยู่กับความสำเร็จ เพราะถ้ามองว่าเราประสบความสำเร็จแล้วหรือได้ตามที่เราหวังไว้แล้วเราก็จะหยุด และจะเจอกับดักของความสำเร็จ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอีกต่อไปหน้าที่ของผมมีอย่างเดียวคือการวางแผนว่าปีนี้เราจะทำอะไรปีหน้าเราจะทำอะไร ประกอบกับดูบริบทประเทศคู่แข่งขัน และเทคโนโลยีและเราก็เปลี่ยนองค์กรของเราให้ไปสู่จุดนั้น โดยมีผลประกอบการไม่ต่ำกว่า KPI ที่กำหนดไว้ แต่เราไม่ได้มองว่าเราทำได้ตามเป้าแล้วหยุด หรือพัก ซึ่งยุคนี้พักไม่ได้ เราจะต้องวิ่งไปให้ไกลที่สุดเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนคู่แข่งเปลี่ยนและไลฟ์สไตล์ของคนก็เปลี่ยน ทำให้เราหยุดไม่ได้”
“ที่สำคัญผมมีหน้าที่ในการส่งมอบองค์กรให้กับ MD ท่านต่อไปจะทำยังไงให้องค์กรแข็งแรง และเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจธนาคารในอนาคตที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”