ขณะที่ Blue Ocean Strategy ในความหมายของนักคิดทั้ง 2 คือ การสร้างตลาดใหม่ (Create Uncontested Market Space) โดยไม่ต้องไปสนใจการแข่งขัน แต่มุ่งไปที่การสร้างและจับต้องความต้องการใหม่ พร้อมทั้งทำลายข้อจำกัดที่ต้องเลือกระหว่างคุณค่า – ราคา ที่เป็นการผสานระบบทั้งมวลของกิจกรรมของบริษัทเพื่อบรรลุทั้งความแตกต่างและต้นทุน
หลักการที่เข้าใจง่ายๆ ของ Blue Ocean ก็คือ กลยุทธ์นี้ จะไม่เน้นไปที่การแข่งขันกับคู่แข่งขัน แต่เน้นที่จะทำให้คู่แข่งขันล้าสมัย การทำทั้งหมดก็เพื่อที่จะหลีกหนีจากสมรภูมิการแข่งขันแบบเดิมๆ ที่มักจะมีสินค้าและบริการที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน จนเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การตัดราคา จนกลายเป็นทะเลสีเลือด
ธุรกิจที่จะเลือกใช้กลยุทธ์บลูโอเชี่ยนในการสร้างดีมานด์ใหม่ๆ ขึ้นมานั้น ก่อนอื่น ต้องดูว่า มี High Profit Grow คือ กำไรเยอะแต่เสี่ยงต่ำหรือไม่ อันที่สองก็คือจะต้องเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่เคยมีอยู่ในตลาดในปัจจุบัน ส่วนความหมายที่สาม ไม่สามารถจะบอกได้ว่าตลาดมันมีอยู่ประมาณเท่าไร อยู่ที่การ Create Demand ขึ้นมา และ สี่ ก็คือเป็นตลาดที่ไม่รู้เลยว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
W. Chan Kim และ Renee เข้าใจเปรียบเทียบกลยุทธ์ที่คิดนี้เหมือนกับท้องทะเลกว้างได้อย่างลงตัว เพราะว่าแต่ละคนถ้าออกไปทะเลที่ตัวเองคุ้นเคยก็รู้อยู่ว่ามันจะต้องหาอะไรได้บ้าง มีปลาอยู่ตรงไหน คือ มีดีมานด์อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเข้าไปแย่งจากคู่แข่งที่อยู่ในตลาด
แต่ถ้าเป็นทะเลหรือน่านน้ำใหม่ คนที่ออกเรือไปไม่รู้ว่าจะมีปลาหรือเปล่า ตลาดเป็นยังไง อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีก็ได้ แต่เมื่อขับเรือออกไป ก็ต้องพร้อมที่ Create สิ่งที่ยังไม่มีให้เกิดขึ้น
สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลยุทธ์บลูโอเชี่ยนกับเรดโอเชี่ยนก็คือ เรด โอเชี่ยน จะเน้นที่การแย่งชิงดีมานด์ที่มีอยู่เดิมโดยใช้เครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน ขณะที่อีกอันหนึ่งจะเน้นที่การสร้างดีมานด์ใหม่ขึ้นมา ผ่านตัว Innovation ที่มีในเรื่องของ Value เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน
Red Ocean จะมีเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์คู่แข่งขันคือ Five Force Model ที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ที่ใช้ในเรด โอเชี่ยน ก็คือ การมองเรื่องของการสร้าง Value Creation แต่ บลูโอเชี่ยน จะมองเรื่องของ Value ที่มี Innovation เพราะ Value ที่ไร้ Innovation เมื่อผ่านระยะเวลาหนึ่ง มันอาจจะไม่ทำให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งขันได้ เพราะเมื่อคู่แข่งขันรายอื่นๆ จับทางได้ ความแตกต่างในเรื่องของคุณค่าที่สร้างไว้ ก็แทบจะหาความต่างไม่ได้ ในท้ายที่สุดก็หันมาใช้กลยุทธ์ด้านราคา ซึ่งยิ่งจะทำให้การแข่งขันที่ดุเดือดอยู่แล้ว ยิ่งทะลักจุดเดือดมากขึ้นไปอีก ผลที่ตามมาก็คือผลกำไรที่แต่ละองค์กรสร้างได้นั้นมีไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการครีเอทตลาดใหม่ๆ ขึ้นมาตามความคิดของ W.Chan Kim ที่มองในเรื่องของ Value Innovation ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทนั้นๆ สามารถผสานนวัตกรรมเข้ากับ Unity ราคา และต้นทุน
ขณะที่กรอบแนวคิดของ Blue Ocean ที่พอมองเข้าไปในธุรกิจแล้วหยิบเครื่องมือออกมาสร้างเป็น Framework จะมี 4 อัน ได้แก่ ในเรื่องของ Eliminate ก็คือ การตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ดูว่าอะไรที่ไม่จำเป็นกับการทำธุรกิจก็ตัดออกไป ส่วนตัวที่สองก็คือ การลดค่าใช้จ่ายที่มองแบบทั้งองค์รวม ไม่ใช่แค่การลดในเรื่องของต้นทุนการผลิต เหมือนที่ทุกคนคิดกันใน Red Ocean