หากใช้ภาษาหรือศัพท์แสงที่เป็นทางการหน่อย อาจจะกล่าวได้ว่า ระดับการกระจายสินค้า (Level of Distribution) หมายถึง ระดับของการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ต้องการโดยนักการตลาด ซึ่งระดับความสำคัญนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการผลิตสินค้า ขนาดของตลาดเป้าหมาย ราคาและนโยบายการขายสินค้า จำนวนของความต้องการของผู้บริโภค
การแบ่งระดับของการกระจายสินค้า ระดับการกระจายสินค้า (Level of Distribution) แบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้
1. Exclusive Distribution เป็นสุดยอดรูปแบบของ selective distribution คือมีเพียงผู้ขายส่ง 1 ราย ผู้ขายปลีกหรือผู้กระจายสินค้าอยู่ในสถานที่เฉพาะ
2. Intensive Distribution มีเป้าหมายเพื่อหาตลาดในการระบายสินค้า สำหรับหลายผลิตภัณฑ์ มีการขายโดยตรง เช่น บุหรี่ เบียร์ Intensive Distribution เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกหลายแบรนด์ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ถ้าหาสินค้ายี่ห้อนั้นไม่ได้ ก็ซื้อยี่ห้ออื่น
3. Selective Distribution เกี่ยวกับผู้ผลิตที่มีทางระบายสินค้าในพื้นที่นั้นๆ อยู่จำนวนหนึ่ง ประโยชน์ของวิธีนี้คือ ผู้ผลิตสามารถเลือกวิธีการระบายสินค้าได้และอยู่ตัวแล้ว Selective Distribution สามารถใช้งานได้ดีที่สุดเมื่อผู้บริโภค “ต้องไปซื้อ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้มีแบรนด์หรือราคาที่พอใจอยู่แล้วและต้องไปหาซื้อสินค้านั้นยังสถานที่กำหนด
ในแบบที่ 1 นั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ในแวดวงสินค้า FMCG ส่วนใหญ่ใช้กัน โดยจะตั้งตัวแทนที่อาจจะมาจากที่เคยทำค้าส่งในพื้นที่มาก่อน หรือไม่เคยทำก็ได้ขึ้นมาเป็นตัวแทนในการขายสินค้าให้กับค่ายตัวเองโดยต้องรับผิดชอบในเรื่องของการบริหารสต๊อกสินค้า การบริหารหน่วยรถที่ขายสินค้าให้ และมีรายได้จากการขายตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด
ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ ศูนย์จัดจำหน่ายของยูนิลีเวอร์ที่เดิมเรียกว่าคอนเซสชั่นแนร์ ยูนิลีเวอร์มีศูนย์จัดจำหน่ายอยู่ในมือกว่า 60 ราย ครอบคลุมการกระจายสินค้าทั่วประเทศ โดยยอดขายของยูนิลีเวอร์ 60% จะมาจากศูนย์จัดจำหน่าย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับอีก 40% ที่มาจากโมเดิร์นเทรด เพราะโมเดิร์นเทรดประกอบด้วยหลายเชน จึงเป็นยอดขายกระจัดกระจาย
ตัวเลขที่ค่อนข้างมากนี้ ทำให้ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญ และพัฒนาศักยภาพของศูนย์จัดจำหน่ายของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับการสนับสนุนทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้ยูนิลีเวอร์กลายเป็นเบอร์ 1 ที่แข็งแกร่งในตลาด FMCG ของบ้านเรามาอย่างยาวนาน
การขายผ่านช่องทางขายเทรดิชั่นนัล เทรด นั้น นอกจากเรื่องของแบรนด์ที่เป็นที่ต้องการแล้ว หัวใจสำคัญของความสำเร็จยังอยู่ที่เรื่องของการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง เพราะจำนวนร้านค้าย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในระดับ 2 – 3 ร้านค้านั้น จำเป็นที่จะต้องมีเครือข่ายการขายที่สามารถทะลุทะลวงและเข้าถึงร้านค้าเหล่านั้นได้แบบมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ในห้วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา บ้านเรามีร้านค้าส่งที่เป็นโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร เข้ามาเป็นตัวช่วยในการกระจายสินค้าอีกทางหนึ่ง ร้านค้าย่อยหลายๆ ร้านค้ามีการเข้าไปซื้อสินค้าในแม็คโครเพื่อนำมาขายต่ออีกทอดหนึ่ง การทำตลาดเพื่อสนับสนุนการขายผ่านร้านแม็คโครจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
เราจึงได้เห็นการทำแคมเปญโปรโมชั่นในแม็คโครที่เป็นการเชื่อมโยงกับการทำแคมเปญโปรโมชั่นใหญ่ที่เป็นเนชั่น ไวด์ แคมเปญของหลายแบรนด์ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อไปขายต่อมากขึ้น เป็นการ Push สินค้าให้ออกจากแม็คโครได้เยอะขึ้นเพื่อผลที่จะทำให้สินค้าถูกกระจายเข้าไปในร้านค้าย่อยอย่างเต็มที่นั่นเอง