แฟ้บ
ภารกิจสำคัญของพีแอนด์จี
เห็นพาดหัวแล้วอย่าเพิ่งงง แฟ้บมันของคอลเกต ปาล์มโอลีฟไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องให้พีแอนด์จี ช่วยแจ้งเกิดให้ล่ะ....
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 เพราะในครั้งนั้น คอลเกตปาล์มโอลีฟ ตัดสินใจขายสินค้าบางแบรนด์ของตัวเองออกจากพอร์ต เพื่อหันมาโฟกัสแบรนด์ที่ยังคงไปได้ดี สินค้าที่ขายออกไปมีแฟ้บ กับเพค ผงซักฟอกในเครือที่ทำตลาดมานานรวมอยู่ด้วย
ความฮือฮาจากการซื้อแบรนด์แฟ้บจากคอลเกตมาสู่อ้อมกอดของพีแอนด์จีในการทำตลาดเอเชียรวมทั้งไทยในครั้งนั้น แปรเปลี่ยนเป็นงานหนักทันทีที่พีแอนด์จีเริ่มลงมือทำตลาดแฟ้บอย่างจริงจัง
เพราะแม้แบรนด์นี้จะมีแวลู่ค่อนข้างมากในฐานะที่เคยเป็นเจเนริท เนม ของตลาดผงซักฟอกในเมืองไทยเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่การหยุดนิ่งไม่ทำตลาดมานานก็มีผลอย่างมากที่ทำให้การกลับมาในครั้งนั้น พีแอนด์จี ต้องใช้เวลาในการปูทาง เพื่อเข้าตลาดผงซักฟอกอย่างเต็มตัว แถมเป็นงานที่ไม่หมูเสียด้วย เพราะผู้เล่นแต่ละรายโดยเฉพาะเจ้าตลาดอย่างยูนิลีเวอร์ ที่ครองตลาดด้วยส่วนแบ่งเกิน 50% มีความแข็งแกร่งค่อนข้างมากจนทำให้ต้องออกแรงมากกว่า 2 เท่าในการที่จะฝ่า “ด่านหิน” นี้
ในช่วง 2 – 3 ปีแรกของการซื้อแบรนด์แฟ้บมาไว้ในพอร์ต พีแอนด์จีมีการทำตลาดบ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เพื่อสื่อสารให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแบรนด์นี้ ซึ่งยังมีดีอยู่บ้าง ตรงที่เป็น 1 ในตำนานผงซักฟอกของบ้านเรา ที่มีเรื่องนำมาเล่าได้มากมาย
การทำตลาดในสเตปแรกคือ ปี 2548 – 2549 ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ก็คือ ส่วนแบ่งตลาดของแฟ้บเพิ่มขึ้นจาก 2.7% มาเป็น 3.7% ก่อนที่จะขยับมาที่ 4% ในปี 2550 ซึ่งยังถือว่าเป็นรองคู่แข่งขันรายอื่นอย่างเบอร์ 3 เบอร์ 4 คือเปาและแอทแทคที่มีแชร์อยู่ราว 11% – 12% ขณะที่เบอร์ 2 ยังคงเป็นโอโม่ แบรนด์ร่วมชายคายูนิลีเวอร์กับบรีสที่เป็นลีดเดอร์อยู่ โดยทั้ง 2 แบรนด์ มีแชร์รวมกันกว่า 50%
ตลาดน้ำยาซักผ้า และผงซักฟอกเป็นตลาดใหญ่ มีมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านบาท แต่ถ้ารวมสินค้าผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าทั้งหมดแล้วจะมีมูลค่ารวมกันถึง 27,000 ล้านบาท ความน่าสนใจของตลาดนี้ไม่ใช่อยู่แค่ตัวเลขของมูลค่าตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ผงซักฟอกยังเป็นตัวนำพาสินค้าในหมวดเฮ้าส์โฮลด์ตัวอื่นๆ อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่ม มูลค่า 7,900 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ขจัดคราบ 900 ล้านบาท ฯลฯ เข้าไปสู่ครัวเรือนของผู้บริโภค ซึ่งเหตุผลดังกล่าวน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ในช่วงนั้น ทำไมพีแอนด์จี จึงต้องซื้อแบรนด์นี้เข้ามาทำตลาด
พีแอนด์จี ได้ชื่อว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการผงซักฟอกระดับโลก โดยเฉพาะตลาดในอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก แบรนด์หลักอย่างไทด์ ถือเป็นแบรนด์ผงซักฟอกชื่อดังที่มีนวัตกรรมออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่การเลือกแฟ้บซึ่งเป็นแบรนด์ของคนอื่นเข้ามาเป็นตัวบุกตลาดก่อนนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า แบรนด์นี้ อยู่ในตลาด และเป็นที่รู้จักในย่านนี้ดีกว่าผงซักฟอกแบรนด์อื่นๆ ของพีแอนด์จีเอง
การแข่งขันที่รุนแรงจนไม่สามารถสอดแทรกเข้ามาในตลาดได้แบบเต็มตัว ประกอบกับในช่วงนั้น พีแอนด์จี หันไปโฟกัสที่ตลาดบิวตี้ ทำให้แฟ้บไม่สามารถกลับมาแจ้งเกิดในรอบใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม พีแอนด์จี ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า โดยใช้แบรนด์ดาวน์นี่ที่เริ่มจากน้ำยาปรับผ้านุ่มก่อนที่จะขยายมายังผลิตภัณฑ์ซักผ้าในปัจจุบัน ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไปว่า แบรนด์แฟ้บที่เคยมีข่าวออกมาว่าหันไปทำตลาดบีทูบีแทน จะกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้งหรือไม่..........