“ขณะที่สินค้าในตระกูลเลเซอร์พรินเตอร์จะทำตลาดได้ดีในฝั่งของกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้เราก็มีการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนขึ้นว่า เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทจะขยับเข้าไปอยู่ใน Business Segment มากขึ้น และสินค้าในกลุ่มอิงค์เจ็ทที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้ก็จะเป็นกลุ่ม Business Inkjet มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกลุ่มองค์กร อีกทั้งยังเป็นการ Balance Portfolio เพื่อผลักดันให้ตลาดกลุ่มองค์กรเกิดการขยายตัวมากขึ้นด้วย แม้ว่าเราจะเข้ามาทำตลาดนี้หลังแบรนด์อื่นๆ แต่ด้วยไลน์อัพสินค้าที่มีอยู่ก็มั่นใจว่าสามารถเติบโตในตลาดนี้ได้เป็นอย่างดี”
ปีนี้ แคนนอนมีแผนเปิดตัว Canon Mobile App เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และเรียลไทม์มากขึ้น พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในกลุ่มพรินเตอร์อิงค์เจ็ทไม่ต่ำกว่า 10 รุ่น เช่นเดียวกับกลุ่มเลเซอร์ ซึ่งการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนี่องจะทำให้แคนนอนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจะรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไว้ให้ได้อย่างยั่งยืน คุณเนตรนรินทร์ มองว่า สิ่งสำคัญ คือ การมีสินค้าที่ดี และต้องควบคู่ไปกับการมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ดีมีประสิทธิภาพ จุดนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แคนนอนประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน
โดยแคนนอนมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพบริการหลังการขาย พร้อมขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์ที่เรียกว่า ศูนย์บริการแคนนอน (Canon Certified Service Center) ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 106 สาขา ให้เพิ่มขึ้นเป็น 130 สาขา ในสิ้นปีนี้
“เพราะเราต้องการให้ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการกระจายพาร์ทเนอร์ให้มีจำนวนมากขึ้นจะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในตัวสินค้ามากขึ้นด้วย” คุณเนตรนรินทร์ กล่าว