คำกล่าวที่ว่า การทำตลาดกาแฟกระป๋องว่า การแข่งขันในตลาดนี้ การแพ้ชนะส่วนหนึ่ง อยู่ที่ใครจะสามารถเข้าไปยึดจุดขายหรือตู้แช่ในร้านค้าได้มากกว่ากัน ดูจะเป็นเข็มทิศที่บ่งบอกได้ดีถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจัดจำหน่ายว่า แต่ละค่ายมีการเทน้ำหนักในเรื่องของ “เซลส์ฟอร์ซ” หรือการจัดจำหน่ายไม่แพ้เรื่องอื่นๆ
เพราะแม้จะสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของการจัดจำหน่ายไม่สามารถเดินไปด้วยกันได้ ผลสำเร็จของการสร้างแบรนด์ที่ทำได้ ก็ไร้ค่า เพราะเมื่อผู้บริโภคเดินไปหาสินค้าที่จุดขายไม่ได้ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
เรื่องดังกล่าวนี้ สะท้อนออกมาให้เห็นจากความสำเร็จของกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ ที่เจ้าของสินค้าอย่างอายิโนะโมะโต๊ะ มีการพัฒนาระบบจัดจำหน่ายของตัวเองมาตลอด โดยเฉพาะกับกลุ่มสินค้าประเภทกาแฟที่สามารถทำยอดขายได้ 1 ใน 4 ของยอดขายรวมของบริษัทที่มีตัวเลขกว่า 20,000 ล้านบาท
อายิโนะโมะโต๊ะ มีหน่วยรถหรือทีมขายมากกว่า 400 – 500 ทีม จากสินค้าร่วมกว่า10 แคททากอรี่ กาแฟเบอร์ดี้ เป็นสินค้าเพียงแคททากอรี่เดียวที่มีการแยกทีมขายหรือหน่วยรถออกมาต่างหากจากทีมขายที่มีอยู่ การแยกทีมออกมาขายเฉพาะสินค้ากาแฟออกมานี้ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการผลักดันสินค้าเข้าร้านค้า
ทำให้ปัจจุบัน หน่วยรถหรือทีมขายของกาแฟเบอร์ดี้ สามารถเข้าเยี่ยมร้านค้าในความถี่ได้มากว่า 1 ครั้ง ต่อเดือน ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ปัญหาสินค้าขาดหายจากตู้แช่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้ร้านค้าย่อยลดการสต๊อกสินค้าลงเหลือแค่พอขาย แม้จะมีการอัดโปรโมชั่นอย่างไรก็ตาม การมีรอบ “วนทริป” เข้าร้านค้าถี่ขึ้น จึงเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้ลงตัวพอดี