สำหรับในประเทศไทย Brand Awareness ก็มีสกอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหัวเว่ยเพิ่มสกอร์จาก 65 %เป็น 86 ในไตรมาส 4 ของปี 2016 ส่วนความพึงพอใจกับแบรนด์ก็เพิ่มจาก 7 เป็น 13%
ถ้านับเฉพาะสมาร์ทโฟนพรีเมียมที่ราคาเกิน 500 เหรียญสหรัฐขึ้นไปจะพบว่าหัวเว่ยมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เพิ่มขึ้นจาก 5.8% เป็น 14% ในปีเดียว ส่วนในประเทศไทยก็มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้จาก 1.6% เป็น 8.3% เช่นกัน
กับปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องการยกระดับบริการหลังการขาย หัวเว่ยมีการขยายศูนย์บริการ (Huawei Customer Service Center) เป็น 14 แห่งในไทย พร้อมจุดรับเครื่องเพื่อส่งต่อศูนย์บริการ (Collection Point) กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีบริการสุดพิเศษที่เรียกว่า “Door to Door Service” เพื่อให้เจ้าหน้าที่หัวเว่ยไปรับเครื่องกับลูกค้าที่บ้าน
ทศพร กล่าวว่า เป้าหมายของหัวเว่ยในปีนี้ คือ การสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวจากปีก่อน ซึ่งจะทำให้หัวเว่ยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นที่ 2 ในไทย
“ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค IT ไปสู่ยุค Intelligence Revolution ตามเทรนด์ Digital Natives ซึ่งคนรุ่นใหม่จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้มีความรู้และความต้องการเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น หัวเว่ยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตอบสนอง Quality Lifestyle อาทิความชอบทางศิลปะ ความงาม หรือแฟชั่นมากขึ้น
ในส่วนของโปรดักต์หัวเว่ยได้วางแนวทางในการพัฒนาไว้ 4 ด้านด้วยกันคือ พัฒนา Chipsets ให้ทำงานได้ฉลาดขึ้น, มีความปลอดภัยมากขึ้น, ตัวเครื่องสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้มากขึ้น, และการนำเอาระบบ Cloud Service มาใช้งานมากขึ้น”
ผู้บริหารของหัวเว่ยมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนของไทยในปีนี้ ส่วนใหญ่จะไปเติบโตในกลุ่ม Mid End ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ที่มีสัดส่วนมากถึง 40% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 30% ส่วนในตลาด High End ระดับราคามากกว่า 15,000 บาท ยังคงสัดส่วนอยู่ที่ 35% และระดับล่างระดับราคาต่ำกว่า 5,000 ลดลงเหลือ 25% จากเดิมที่มีส่วนแบ่ง 30%
สำหรับยอดขายของหัวเว่ยในปีนี้ ทศพร คาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนจะมาจากตลาดล่าง 30% Mid End 30% และ High End 40%