ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การร่วมมือพันธมิตรอย่าง The CUBE ผลิตร้านค้าสำเร็จรูปที่เจาะเข้าไปยังกลุ่มคนที่ต้องการจะมีร้านค้า หรือร้านกาแฟของตัวเอง รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ท และคนที่จะขยายบ้านเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเมกา โฮม ถือเป็นรายแรกที่นำร้านค้าสำเร็จรูปมาทำตลาด
ร้านค้าสำเร็จรูปนี้ มีไซส์ให้เลือกรวมถึงระดับราคาที่หลากหลายตั้งแต่ 150,000 – 585,000 บาท โดยจะใช้เวลาในการติดตั้งประมาณ 3 วัน ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้างให้กับลูก แถมยังช่วยประหยัดเงิน ทำให้มีกระแสตอบรับค่อนข้างดี โดยเมกา โฮม มองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 100 หลัง
ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวส่งผลต่อกำลังซื้อในตลาด ทำให้ยอดขายในครึ่งปีแรกของเมกา โฮม เติบโตประมาณ 20% โดยเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าในปีนี้จะมีการเติบโตของยอดขาย 30% หรือมียอดขายรวมที่กว่า 9 พันล้านบาท ทำให้ต้องมีการปรับเป้าการเติบโตลง
“ช่วงที่เหลือของปีนี้ เราจะเติบโตจากการขยาย Catchment Area ใหม่ อย่างการเปิดสาขาที่ 12 ที่จังหวัดเชียงราย ถือเป็นการเข้าไปในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตค่อนข้างดี เพราะมีกำลังซื้อทั้งในจังหวัดเชียงราย และประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ สปป.ลาว เลยไปถึงจีน ไม่เพียงเท่านั้น เรายังมองการเติบโตจากการเข้าไปหาดีมานด์หรือกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขาย อาทิ การทำตลาดร้านค้าสำเร็จรูปที่เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงกำลังซื้อกลุ่มใหม่ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้เป็นอย่างดี” สุพรศรี กล่าว และทิ้งท้ายว่า
“เรื่องของการแข่งขันนั้น ราคาที่แต่ละค่ายนำเสนอจะไม่หนีกัน อยู่ที่ว่าใครจะมี Value Added ให้กับลูกค้ามากกว่ากัน เป็นแนวโน้มของการแข่งขันที่เราจะได้เห็นมากขึ้นนับจากนี้ไป”