ข้อดีของการทำธุรกิจในโมเดลนี้ก็คือ เจ้าของแบรนด์ ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องการใส่เงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจ จึงสามารถทุ่มเทสรรพกำลังไปโฟกัสที่ตลาดที่มีศักยภาพได้มากกว่า อย่างในครั้งนี้ สตาร์บัคส์ จะหันไปให้ความสำคัญกับการบุกตลาดจีนอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ขณะที่ผู้ซื้อสิทธิ์เองก็ไม่ต้องไปลงทุนแบบนับหนึ่งใหม่ แถมได้แบรนด์ และโนว์ฮาวในการบริหารจัดการจากเจ้าของแบรนด์ดังได้อีก เรียกได้ว่าเป็นวิน วิน เกม ที่ได้ทั้ง 2 ฝ่าย
ดีลในรูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย ตัวอย่างที่ใกล้สุดก็คือการเข้าไปซื้อธุรกิจในประเทศไทยจากเคเอฟซีของไทยเบฟ ที่ดำเนินการภายใต้บริษัทในเครือ คือบริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)
เคเอฟซีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยเปิดสาขาแรกเปิดที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในปี 1984 เจ้าของธุรกิจคือ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Yum! Brands Inc.
แบรนด์เคเอฟซี ค่อนข้างแข็งแกร่งในบ้านเรา ผ่านการสร้างแบรนด์มาแบบครบถ้วนกระบวนความ ประกอบกับ ไก่ทอด ถือเป็นประเภทอาหารที่มีขนาดตลาดใหญ่สุดของร้านอาหาร QSR ตามความนิยมการบริโภคไก่ของคนไทย โดยมูลค่าตลาดถึงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ดีดตัวเลขดูแล้ว น่าจะมีสัดส่วนถึงเกือบครึ่งของตลาด QSR ที่มีมูลค่ารวมกันมาก กว่า 3 หมื่นล้านบาท
เมื่อเจ้าสัวเจริญขยับเข้ามาในตลาดนี้ จึงเป็นที่สนใจของทุกคน แน่นอนว่า ก่อนดีลจะเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว มีไม่น้อยที่เข้าใจว่า เคเอฟซี ขายกิจการให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการขายสาขาซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุนไปก่อนหน้านั้น ตามแนวทางการทำธุรกิจของยัมในทั่วโลกที่หันมาใช้การขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ แทนที่จะลงทุนเองเหมือนในช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น