การเป็นผู้นำในตลาดสินค้าคอนซูเมอร์อย่างแข็งแกร่งนั้น นอกจากเรื่องของแบรนด์ ตัวสินค้า และการตลาดที่ดีแล้ว ระบบจัดจำหน่ายก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อแบรนด์ดี สินค้ายอด การตลาดเยี่ยมแล้ว หากปราศจากการกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคแบบทั่วถึง และลงลึกแล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จแบบยืนยาวได้
เหมือนกับผู้นำตลาดอย่างยูนิลีเวอร์ ที่มีองค์ประกอบครบ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดจำหน่าย ที่แข็งแกร่งทุกช่องทางทั้งโมเดิร์นเทรด และร้านค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งในบ้านเรา ทั้ง 2 ช่องทางต่างมีบทบาทสำคัญอยู่ในตัวเอง โดยเมืองไทยเป็นตลาดที่ทั้ง 2 ช่องทางต่างก็เสถียรแล้ว และมีสัดส่วนในการขายอย่างละ 50% เท่ากัน
ในช่องทางเทรดดิชันนั่ล เทรด หรือร้านค้าแบบดั้งเดิมนั้น ปัจจุบันมีร้านค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 364,000 ร้านค้า ยูนิลีเวอร์ สามารถกระจายสินค้าเข้าไปยังร้านค้าเหล่านั้นได้ถึง 201,000 ร้าน ผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือศูนย์กระจายสินค้ากว่า 200 ราย แยกเป็นสินค้าไอศกรีมกว่า 100 ราย และสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์อีกกว่า 90 ราย โดยมีเซลล์กว่า 1,000 คน ประจำหน่วยรถกระจายสินค้ากว่า 1,000 คัน มีรอบการวนทริปเข้าร้านค้าสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ตามโลเกชั่น ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มากที่สุดในบรรดาผู้ผลิต และจัดจำหน่ายสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ด้วยกัน
จากการขายสู่ Engagement
ว่ากันว่า การตีเส้นแบ่งช่องทางการขายระหว่างโมเดิร์นเทรดกับเทรดดิชันนั่ลเทรด ถูกทำมาตลอดกว่า 10 ปีนับตั้งแต่เชนค้าปลีกยักษ์ใหญ่เข้ามาเติบโตในบ้านเรา การแบ่งช่องทางทั้ง 2 ออกจากกันที่เห็นได้ชัดเจนจะมีตั้งแต่การใช้แพ็กไซส์ที่แตกต่างกัน ซึ่งร้านโชห่วยจะเป็นสินค้าไซส์เล็ก ขณะที่โมเดิร์นเทรดจะขายสินค้าไซส์ใหญ่เป็นหลัก
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการทำการตลาดเพื่อสนับสนุนแต่ละช่องทางมีความชัดเจน ทำให้ปัจจุบัน แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องการบาลานซ์อำนาจต่อรองระหว่างค้าปลีกกับเจ้าของสินค้าด้วยการสร้างให้โชวห่วยมีความเข้มแข็ง เพราะสัดส่วนการขายของทั้ง 2 ช่องทางเติบโตจนมากินส่วนแบ่งอย่างละ 50% มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือ จะทำอย่างไรให้ทั้ง 2 ช่องทางมีการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะร้านโชวห่วยที่เป็นเสมือนรากหญ้าของประเทศที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยยูนิลีเวอร์เองมีการทำโครงการที่เป็นการพัฒนา “ร้านข้างบ้าน” หรือ โชห่วย ด้วยโมเดล “ร้านติดดาว”หนึ่งในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน หรือ Unilever Sustainable Living Plan: USLP เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของร้านค้าปลีก และร้านข้างบ้าน (โชห่วย) ทั่วประเทศสู่ศูนย์กลางของชุมชน โดยจะมีการนำผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกเข้าไปให้คำปรึกษาด้านการจัดการอย่างเป็นระบบ เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ