แม้อัตราการเกิดของเด็กไทยยังมีตัวเลขไม่สูงนัก แต่กลับกลายเป็นโอกาสทางการตลาดชั้นดีสำหรับสินค้าเด็ก เพราะแม่ที่เป็นโมเดิร์น มัม ที่มีลูกเพียง 1 – 2 คน พร้อมและจะจ่ายเพื่อแลกกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะสินค้าที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องของความสะดวกสบายอย่างสินค้าเด็กใช้แล้วทิ้งที่มีเทรนด์การเติบโตค่อนข้างดี
ตัวอย่างที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ดีก็คือ ตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่มีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา โดยการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากการเข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้หันมาใช้ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปมากขึ้น
แน่นอนว่า โมเดิร์น มัม เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพมากสุด และพร้อมที่จะควักเงินจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการดูแลลูก ทำให้ตลาดผ้าอ้อมเด็กที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท เป็นตลาดพรีเมียมถึง 55% หรือคิดเป็นมูลค่า 6,600 ล้านบาท ตามด้วยตลาดระดับกลาง มีสัดส่วน 30% คิดเป็น 3,600 ล้านบาท และระดับอีโคโนมี่ 15% คิดเป็น 1,800 ล้านบาท
ผ้าอ้อมเด็ก เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ดีที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดของสินค้าเด็กประเภทใช้แล้วทิ้ง ทำให้เปปเปอร์มิ้นท์ (Peppermint) แบรนด์สินค้าแม่และเด็ก เปิดตัวเข้ามาทำตลาดกับกลุ่มโมเดิร์น มัม โดย ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ และ พิมกานต์ ศิวพฤกษ์ 2 ผู้บริหาร บริษัท เปปเปอร์มิ้นท์ จำกัด ร่วมกันเปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ เปปเปอร์มิ้นท์ (Peppermint) ซึ่งเป็นสินค้าสำหรับเด็ก ประเภทใช้แล้วทิ้งรายแรกในไทย นำร่องปีแรกด้วย 3 สินค้าใหม่ 1.แผ่นรองอเนกประสงค์ 2.ผ้ากันเปื้อนแบบพกพา 3.แผ่นรองเปลี่ยนผ้าอ้อม เพื่อเจาะกลุ่มโมเดิร์น มัม ที่นิยมความสะดวกสบาย และรักษ์โลก จึงนำสินค้าที่มีจุดเด่นด้านความสะอาด ที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้เลย อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายได้เอง ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
“เราสำรวจมาแล้วว่า ตลาดของใช้สำหรับเด็กมีทิศทางที่ดี ประกอบกับในไทย ยังไม่มีใครเข้ามาทำตลาดสินค้าประเภทที่ใช้แล้วทิ้ง ซึ่งมันเป็นเทรนด์ของโลก อย่างในอเมริกาตลาดนี้ใหญ่มาก พ่อแม่หันมาใช้สินค้าแบบนี้มากขึ้น เพราะสะอาดและสะดวกสบาย ซึ่งสินค้าของเราก็จ้างผลิตจากแบรนด์เจ้าตลาดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเรื่อง Safety Product จึงไม่ต้องเป็นห่วง อีกทั้งเรายังตั้งราคาที่จับต้องได้เริ่มต้นที่ 190 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 50%”