ในขณะที่บางคนกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่บางคนกลับเห็นเป็นความท้าทายเพื่อที่จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นแนวทางการทำงานที่ “ซูซูกิ” นำมาใช้กระทั่งประกาศเป็นสโลแกนในปีนี้ว่า “Change, Challenge, Chance”
คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กระทบทุกอุตสาหกรรม หากธุรกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงย่อมอยู่ได้ยาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และกำลังจะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่ในเร็ววันนี้ก็ตาม แต่ทุกคนยอมรับว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งจุดนี้ถือเป็น Challenge อย่างหนึ่งที่เราจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการหาจุดขายให้กับแบรนด์เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อไป
ยิ่งในปีนี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสของธุรกิจรถยนต์ เนื่องจากภาพรวมตลาดยังโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต 5% หรือ 1.05 ล้านคัน เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสืบเนื่องมาจากโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งปีที่แล้วเริ่มมีคนใช้สิทธิ์โครงการรถยนต์คันแรกจากจำนวน 1.3 ล้านคน บางส่วนเริ่มสับเปลี่ยนรถยนต์ขายต่อเพื่อซื้อคันใหม่ ทำให้ปีที่แล้วมียอดการจำหน่ายรถใหม่มากถึง 1 ล้านคัน และในครึ่งปีแรกของปีนี้ก็มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง 71%
“คนที่ซื้อรถยนต์จากโครงการรถคันแรก ได้แก่ รถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ กับ B-Segment โดยตามปกติของคนที่เปลี่ยนรถส่วนใหญ่มักจะขยับให้ใหญ่ขึ้นอีกสเตป จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นกลุ่ม SUV และ C-Segment มีตัวเลขโตขึ้น นั่นจึงทำให้ Suzuki Ertiga ซึ่งเป็น MPV ได้รับความนิยมมากเช่นกัน”
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ผลประกอบการของซูซูกิในปีที่ผ่านมา สามารถปิดยอดขายที่ 28,500 คัน ซึ่งเติบโตขึ้นจากเดิม 9% และปีนี้ได้วางเป้ายอดขายไว้ที่ 33,000 คัน โดยปัจจัยหลักที่จะเข้ามากระตุ้นยอดขายมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Suzuki Jimny, Suzuki Ertiga รวมถึงไมเนอร์เชนจ์ของซูซูกิ ที่กำลังเตรียมเปิดตัวในเร็วๆ นี้
“ตลอดทั้งปี ซูซูกิมีการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงความสำเร็จของ Suzuki Swift ที่ยังขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Suzuki Ertiga และ Suzuki Ciaz จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่ง ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายของเราข้อแรกคือโปรดักต์ ข้อสองคือการขยายจำนวนผู้จำหน่าย ซึ่งตอนนี้มีกว่า120 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ”
แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ บริการหลังการขายซึ่งถือเป็นจุดแข็งของซูซูกิที่สามารถรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 จากผลการศึกษาวิจัยดัชนีด้านการบริการลูกค้าในประเทศไทย ประจำปี 2561 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2018 Thailand Customer Service Index (CSI)
ทั้งนี้ เบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ซูซูกิได้จัดทำโครงการแข่งขันผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม หรือ SUZUKI BEST DEALER AWARD ซึ่งปีนี้จัดติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยวัดผลจากการบริหารจัดการภายในของผู้จำหน่ายเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารักษามาตรฐานบริการก่อนและหลังการขายได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี ในแต่ละปีซูซูกิจะมีการกำหนดหัวข้อการแข่งขันแตกต่างกันไป โดยในปีนี้บริษัทได้ทำการกำหนดหัวข้อการแข่งขันในเรื่อง “การจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้าอย่างไร เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด” เพื่อเชื่อมโยงกับแนวทางการทำงาน Change, Challenge, Chance
“ผมเชื่อว่า เทคโนโลยีรถยนต์ของทุกค่ายสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงกันแต่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจ หรือประทับใจและครองใจลูกค้าได้จะเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ระยะหลังมานี้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ โดยเลือกที่จะหาข้อมูลและติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าเดินเข้าไปในโชว์รูม โดยสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ หรือเป็นแบรนด์ในใจ ก็คือ “คน” ซึ่งก็คือการบริการทั้งก่อนและหลังการขายนั่นเอง หากมองภาพกว้างๆ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ผมคิดว่ากลับเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าหัวข้อในปีก่อนๆ เพราะหากดีลเลอร์ไม่ลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง หรือไม่มีใจในการรับฟังทุกปัญหาของลูกค้าจริงๆ ก็จะฟังได้เพียงผ่านๆ หรือแก้ไขเป็นพิธี ซึ่งจะไม่เกิดการแก้ปัญหาที่ครบวงจร”
นั่นหมายความว่า นอกจากหัวข้อในปีนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้จำหน่ายให้มีการแก้ปัญหาการร้องเรียนด้วยวิธีบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเริ่มเกิดกระบวนการคิดที่ครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงผ่านหรือเคสต่อเคส แต่ต้องหาวิธีป้องกันเชิงระบบและกระตุ้นให้ผู้จำหน่ายตื่นตัวที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน
“การแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD ที่ซูซูกิได้จัดขึ้นมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว แน่นอนว่าย่อมเกิดการพัฒนาการลำดับจาก JD Power ที่เรายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือทุกผู้จำหน่ายมีความกระตือรือร้นที่อยากจะเข้าร่วมโครงการนี้ ทั้งๆ ที่เงื่อนไขของการเข้าโครงการของเราเข้มข้นมากกว่าค่ายรถยนต์อื่น คือนอกจากการตรวจสอบโชว์รูมผู้จำหน่ายเพื่อให้คะแนนแล้ว ยังมีการคัดกรองผู้เข้ารอบที่มีคะแนนระดับ A มาแสดงวิสัยทัศน์อีกครั้งหนึ่งด้วย”
คุณวัลลภ กล่าวถึงการแสดงวิสัยทัศน์ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้บริษัทแม่เห็นมุมมองใหม่ในการทำงานที่สามารถนำมาผลิตเป็นคู่มือ หรือตำราหนึ่งเล่มเพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับผู้จำหน่ายใช้ร่วมกันในอนาคต
“การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้จำหน่ายยังถือเป็นคลังสมองชั้นดี ที่เราสามารถนำมาเป็นหลักสูตรเพื่อให้แต่ละผู้จำหน่ายท่านอื่นนำไปใช้ เพราะอย่าลืมว่าผู้จำหน่ายจะต้องเจอกับปัญหาข้อร้องเรียนทุกวัน แต่ละภูมิภาคย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันไป เราก็สามารถนำตัวอย่างการแก้ปัญหาเหล่านี้นำกลับมารวบรวมใช้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้จำหน่ายท่านอื่นที่ไม่เคยเจอปัญหาแบบเดียวกันมาก่อน โดยเฉพาะผู้จำหน่ายหน้าใหม่ เขาก็จะได้วิธีในการแก้ปัญหาเมื่อเขาเจอปัญหาแบบเดียวกัน นี่จึงเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยมี Protocol ชัดเจน ถ้าไม่มีในส่วนนี้ ผู้จำหน่ายก็คงแก้ปัญหาได้เพียงการขอโทษ หรือเยียวยาหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่มันจะเป็นหนทางที่ดีกว่าหากเรามีวิธีการที่ทำให้เขาทราบล่วงหน้า และมีแผนการรับมือที่จะไม่ทำให้เขาตื่นตระหนก และรู้วิธีการแก้ไขล่วงหน้า เพื่อลดความสูญเสียของลูกค้า”
ถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาข้อร้องเรียนทั้งเชิงรับและเชิงรุก โดยเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องรีบแก้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการเชิงป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น หรือแก้ปัญหาได้เกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อร้องเรียนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มาจากปัจจัยที่เกิดจากภายในและภายนอก เช่น ระบบการทำงานของสถาบันการเงิน และระบบราชการ เป็นต้น
“จุดแข็งของเราอีกอย่าง คือ ผู้ประกอบการซึ่งถือเป็นตัวหลักของการบริหารงานในโชว์รูม ส่วนใหญ่เป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ หรือรุ่นลูก โดย 80-90% มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 45 ปี ที่มีความว่องไวและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลง เพราะทันทีที่เราประกาศ Change, Challenge, Chance ออกไป ทุกคนจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะต้อง Change เพื่อก้าวข้าม Challenge ต่างๆ เพื่อคว้า Chance ที่อยู่ข้างหน้าให้ได้”
อย่างไรก็ดี คุณวัลลภ มองเป้าหมายการทำงานในครึ่งปีหลังนี้ว่า บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการกระตุ้นยอดขาย บริการหลังการขาย และการดูแลที่ครบวงจรในแง่ของความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
“นอกจากเราจะเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ครึ่งปีหลังนี้เราจะโฟกัสทั้งบริการก่อนและหลังการขายอย่างต่อเนื่อง โดยความท้าทายของเราคือ 6 เดือนหลังจากนี้ จะต้องให้ผู้จำหน่ายเข้าสู่ระบบการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด ลดข้อผิดพลาดจากปัญหาข้อร้องเรียน เราเชื่อว่าเมื่อผู้จำหน่ายสามารถบริการลูกค้าได้เหนือความคาดหวัง ลดข้อร้องเรียน และทำให้ลูกค้าประทับใจ ก็จะส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น ผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเป็นค่ายรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในปีหน้า แต่อย่างน้อยเราขอเป็นค่ายรถยนต์ที่มีเรื่องร้องเรียนน้อยที่สุด และจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็น”