BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
8,341
VIEWS

Suzuki Change Challenge Chance มุ่งสร้างโอกาสใหม่ด้วยบริการคุณภาพอย่างไม่หยุดยั้ง

ส.ค. 20, 2562

         ในขณะที่บางคนกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่บางคนกลับเห็นเป็นความท้าทายเพื่อที่จะทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นแนวทางการทำงานที่ “ซูซูกิ” นำมาใช้กระทั่งประกาศเป็นสโลแกนในปีนี้ว่า “Change, Challenge, Chance”

         คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กระทบทุกอุตสาหกรรม หากธุรกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงย่อมอยู่ได้ยาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และกำลังจะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่ในเร็ววันนี้ก็ตาม แต่ทุกคนยอมรับว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งจุดนี้ถือเป็น Challenge อย่างหนึ่งที่เราจะต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการหาจุดขายให้กับแบรนด์เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อไป

         ยิ่งในปีนี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสของธุรกิจรถยนต์ เนื่องจากภาพรวมตลาดยังโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต 5% หรือ 1.05 ล้านคัน เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยสืบเนื่องมาจากโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งปีที่แล้วเริ่มมีคนใช้สิทธิ์โครงการรถยนต์คันแรกจากจำนวน 1.3 ล้านคน บางส่วนเริ่มสับเปลี่ยนรถยนต์ขายต่อเพื่อซื้อคันใหม่ ทำให้ปีที่แล้วมียอดการจำหน่ายรถใหม่มากถึง 1 ล้านคัน และในครึ่งปีแรกของปีนี้ก็มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง 71%

         “คนที่ซื้อรถยนต์จากโครงการรถคันแรก ได้แก่ รถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ กับ B-Segment โดยตามปกติของคนที่เปลี่ยนรถส่วนใหญ่มักจะขยับให้ใหญ่ขึ้นอีกสเตป จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นกลุ่ม SUV และ C-Segment มีตัวเลขโตขึ้น นั่นจึงทำให้ Suzuki Ertiga ซึ่งเป็น MPV ได้รับความนิยมมากเช่นกัน”

         จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ผลประกอบการของซูซูกิในปีที่ผ่านมา สามารถปิดยอดขายที่ 28,500 คัน ซึ่งเติบโตขึ้นจากเดิม 9% และปีนี้ได้วางเป้ายอดขายไว้ที่ 33,000 คัน โดยปัจจัยหลักที่จะเข้ามากระตุ้นยอดขายมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Suzuki Jimny, Suzuki Ertiga รวมถึงไมเนอร์เชนจ์ของซูซูกิ ที่กำลังเตรียมเปิดตัวในเร็วๆ นี้

         “ตลอดทั้งปี ซูซูกิมีการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงความสำเร็จของ Suzuki Swift ที่ยังขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Suzuki Ertiga และ Suzuki Ciaz จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายอีกทางหนึ่ง ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายของเราข้อแรกคือโปรดักต์ ข้อสองคือการขยายจำนวนผู้จำหน่าย ซึ่งตอนนี้มีกว่า120 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ”

         แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ บริการหลังการขายซึ่งถือเป็นจุดแข็งของซูซูกิที่สามารถรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 จากผลการศึกษาวิจัยดัชนีด้านการบริการลูกค้าในประเทศไทย ประจำปี 2561 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2018 Thailand Customer Service Index (CSI)

         ทั้งนี้ เบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ซูซูกิได้จัดทำโครงการแข่งขันผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม หรือ SUZUKI BEST DEALER AWARD ซึ่งปีนี้จัดติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยวัดผลจากการบริหารจัดการภายในของผู้จำหน่ายเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรารักษามาตรฐานบริการก่อนและหลังการขายได้เป็นอย่างดี

         อย่างไรก็ดี ในแต่ละปีซูซูกิจะมีการกำหนดหัวข้อการแข่งขันแตกต่างกันไป โดยในปีนี้บริษัทได้ทำการกำหนดหัวข้อการแข่งขันในเรื่อง “การจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้าอย่างไร เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด” เพื่อเชื่อมโยงกับแนวทางการทำงาน Change, Challenge, Chance

         “ผมเชื่อว่า เทคโนโลยีรถยนต์ของทุกค่ายสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงกันแต่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจ หรือประทับใจและครองใจลูกค้าได้จะเป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ระยะหลังมานี้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ โดยเลือกที่จะหาข้อมูลและติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าเดินเข้าไปในโชว์รูม โดยสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ หรือเป็นแบรนด์ในใจ ก็คือ “คน” ซึ่งก็คือการบริการทั้งก่อนและหลังการขายนั่นเอง หากมองภาพกว้างๆ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ผมคิดว่ากลับเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าหัวข้อในปีก่อนๆ เพราะหากดีลเลอร์ไม่ลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง หรือไม่มีใจในการรับฟังทุกปัญหาของลูกค้าจริงๆ ก็จะฟังได้เพียงผ่านๆ หรือแก้ไขเป็นพิธี ซึ่งจะไม่เกิดการแก้ปัญหาที่ครบวงจร”

         นั่นหมายความว่า นอกจากหัวข้อในปีนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้จำหน่ายให้มีการแก้ปัญหาการร้องเรียนด้วยวิธีบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเริ่มเกิดกระบวนการคิดที่ครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงผ่านหรือเคสต่อเคส แต่ต้องหาวิธีป้องกันเชิงระบบและกระตุ้นให้ผู้จำหน่ายตื่นตัวที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน 

         “การแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD ที่ซูซูกิได้จัดขึ้นมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว แน่นอนว่าย่อมเกิดการพัฒนาการลำดับจาก JD Power ที่เรายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือทุกผู้จำหน่ายมีความกระตือรือร้นที่อยากจะเข้าร่วมโครงการนี้ ทั้งๆ ที่เงื่อนไขของการเข้าโครงการของเราเข้มข้นมากกว่าค่ายรถยนต์อื่น คือนอกจากการตรวจสอบโชว์รูมผู้จำหน่ายเพื่อให้คะแนนแล้ว ยังมีการคัดกรองผู้เข้ารอบที่มีคะแนนระดับ A มาแสดงวิสัยทัศน์อีกครั้งหนึ่งด้วย”

         คุณวัลลภ กล่าวถึงการแสดงวิสัยทัศน์ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้บริษัทแม่เห็นมุมมองใหม่ในการทำงานที่สามารถนำมาผลิตเป็นคู่มือ หรือตำราหนึ่งเล่มเพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับผู้จำหน่ายใช้ร่วมกันในอนาคต

         “การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้จำหน่ายยังถือเป็นคลังสมองชั้นดี ที่เราสามารถนำมาเป็นหลักสูตรเพื่อให้แต่ละผู้จำหน่ายท่านอื่นนำไปใช้ เพราะอย่าลืมว่าผู้จำหน่ายจะต้องเจอกับปัญหาข้อร้องเรียนทุกวัน แต่ละภูมิภาคย่อมมีปัญหาที่แตกต่างกันไป เราก็สามารถนำตัวอย่างการแก้ปัญหาเหล่านี้นำกลับมารวบรวมใช้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้จำหน่ายท่านอื่นที่ไม่เคยเจอปัญหาแบบเดียวกันมาก่อน  โดยเฉพาะผู้จำหน่ายหน้าใหม่ เขาก็จะได้วิธีในการแก้ปัญหาเมื่อเขาเจอปัญหาแบบเดียวกัน นี่จึงเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยมี Protocol ชัดเจน ถ้าไม่มีในส่วนนี้ ผู้จำหน่ายก็คงแก้ปัญหาได้เพียงการขอโทษ หรือเยียวยาหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่มันจะเป็นหนทางที่ดีกว่าหากเรามีวิธีการที่ทำให้เขาทราบล่วงหน้า และมีแผนการรับมือที่จะไม่ทำให้เขาตื่นตระหนก และรู้วิธีการแก้ไขล่วงหน้า เพื่อลดความสูญเสียของลูกค้า”       

         ถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาข้อร้องเรียนทั้งเชิงรับและเชิงรุก โดยเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องรีบแก้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการเชิงป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น หรือแก้ปัญหาได้เกินกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อร้องเรียนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มาจากปัจจัยที่เกิดจากภายในและภายนอก เช่น ระบบการทำงานของสถาบันการเงิน และระบบราชการ เป็นต้น

         “จุดแข็งของเราอีกอย่าง คือ ผู้ประกอบการซึ่งถือเป็นตัวหลักของการบริหารงานในโชว์รูม ส่วนใหญ่เป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ หรือรุ่นลูก โดย 80-90% มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 45 ปี ที่มีความว่องไวและตอบรับกับการเปลี่ยนแปลง เพราะทันทีที่เราประกาศ Change, Challenge, Chance ออกไป ทุกคนจึงมีความเห็นตรงกันว่าจะต้อง Change เพื่อก้าวข้าม Challenge ต่างๆ เพื่อคว้า Chance ที่อยู่ข้างหน้าให้ได้”

         อย่างไรก็ดี คุณวัลลภ มองเป้าหมายการทำงานในครึ่งปีหลังนี้ว่า บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการกระตุ้นยอดขาย บริการหลังการขาย และการดูแลที่ครบวงจรในแง่ของความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า

         “นอกจากเราจะเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ครึ่งปีหลังนี้เราจะโฟกัสทั้งบริการก่อนและหลังการขายอย่างต่อเนื่อง โดยความท้าทายของเราคือ 6 เดือนหลังจากนี้ จะต้องให้ผู้จำหน่ายเข้าสู่ระบบการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด ลดข้อผิดพลาดจากปัญหาข้อร้องเรียน เราเชื่อว่าเมื่อผู้จำหน่ายสามารถบริการลูกค้าได้เหนือความคาดหวัง ลดข้อร้องเรียน และทำให้ลูกค้าประทับใจ ก็จะส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น ผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเป็นค่ายรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในปีหน้า แต่อย่างน้อยเราขอเป็นค่ายรถยนต์ที่มีเรื่องร้องเรียนน้อยที่สุด และจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็น”

         จากจำนวนโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิในปัจจุบันกว่า 120 แห่งทั่วประเทศ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านเข้ารอบ SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 แต่ “อารีมิตร ออโต้เซลส์” ก็สามารถผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ มากกว่านั้นยังคว้าตำแหน่งผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม Best of the Best ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ได้ถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาการทำงานอย่างจริงจังขององค์กรนี้เป็นอย่างดี

         คุณณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการขาย บริษัท อารีมิตร ออโต้เซลส์ จำกัด กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เกิดจากการทำความเข้าใจในบทบาทของโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างถ่องแท้ ในฐานะที่รถยนต์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Life Cycle ด้านการบริการอันยาวนาน ลูกค้าจึงมีความคาดหวังต่อความเชื่อมั่นของผู้ให้บริการสูงขึ้นตามไปด้วย นโยบายการให้บริการจึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจโชว์รูมรถยนต์

         “องค์กรเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในการทำงาน แต่นโยบายที่เราประกาศออกไปจะเกิดขึ้นได้ หรือทำได้จริงในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อพนักงานมี Mindset ของการให้บริการด้วยความตั้งใจและความเป็นมืออาชีพ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้องค์กร”

         ทั้งนี้ บริษัทฯมีวิธีการสร้าง Mindset ให้พนักงานตั้งแต่การคัดสรรบุคลากร โดยเน้นทัศนคติมากกว่าทักษะ หรือประสบการณ์ ด้วยมองว่าหากพนักงานมีทัศนคติในแง่บวก ถืองานบริการเป็นสิ่งสำคัญ ก็จะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายในการทำงาน และพร้อมที่จะพัฒนาทักษะของตัวเองต่อไป

         เมื่อคัดสรร The Right People เข้ามาในองค์กรได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ทีมงานมี Mindset ของการให้บริการด้วยความตั้งใจ ซึ่งที่นี่จะเริ่มจากผู้นำองค์กรก่อน ผ่านการลงมือทำจนเกิดผลลัพธ์ที่สามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อให้ทีมงานมองเห็นภาพเดียวกัน

         “การทำงานด้านบริการที่ดี เราจะปลูกฝังในเรื่อง Customer Centric คำนึงและใส่ใจว่าลูกค้าต้องการสิ่งใด และพร้อมรับฟังลูกค้าเสมอ อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำดีแล้วในปีนี้จะดีในปีต่อๆ ไป เพราะอีก 3 ปี สิ่งที่เราคิดว่าทำดีแล้วอาจจะล้าหลังก็ได้ อยู่ที่ว่าเราฟังลูกค้าถึงทิศทางที่เขาต้องการให้เราพัฒนาได้ตรงตามความต้องการของเขาหรือไม่ เพราะความพึงพอใจของลูกค้านั้นเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัยด้วย”

         เคล็ดลับที่สำคัญอีกประการก็คือ การสร้างทีมเวิร์คบนพื้นฐานการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และทำให้ทีมงานมีความภูมิใจในบทบาทหน้าที่ เพื่อสร้างความเติบโตในสายงานของแต่ละคน

         “เรายังมี Motto ในการทำงานคือ Do it Heart Way ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่าง Heart ความรักและใส่ใจงานกับคำว่าHard ความหนักแน่น รวมกันแล้วเป็นคติการทำงานของพนักงานทุกคนว่า เราจะบริการลูกค้าด้วยความใส่ใจอย่างสุดความสามารถ”

         นอกจากนี้ บริษัทยังมี Core Value ร่วมกัน โดยถือว่าปัญหาในการทำงาน รวมถึงข้อร้องเรียนถือเป็นโอกาสในการพัฒนาทางธุรกิจ

         “เพราะเราสามารถเห็นโอกาสของธุรกิจได้เมื่อเราเจอปัญหา เรามองว่าก่อนอื่นมันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าทุกคนต้องร่วมมือกันรับมือเพื่อแก้ไข และนำมาพัฒนาต่อในอนาคตอย่างไร เราบอกพนักงานเสมอว่า ต้องยอมรับก่อนว่ามันมีความท้าทายของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามยุค อีกทั้งโลกของเทคโนโลยีก็ยังทำให้ลูกค้ามีความต้องการที่เปลี่ยนไป และมีความคาดหวังมากยิ่งขึ้น”

         คุณณัฐพล กล่าวถึงข้อร้องเรียนหลักๆ ที่พบว่า เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร ท่ามกลางพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็น Prosumer มากขึ้น ทางบริษัทจึงพยายามหาข้อบกพร่องของช่องทางการสื่อสารว่ามีจุดอ่อนในช่องทางไหน ในเวลาเดียวกันก็พัฒนาช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ เพื่อให้ความคิดเห็นของลูกค้ามาถึงบริษัทมากที่สุด เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้องพัฒนาจุดไหน หรือนำคำติชมมาเป็นแนวทางในการพัฒนา

         มากกว่านั้น บริษัทฯยังได้นำระบบ NPS (Net Promoter Score) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำรวจความพึงพอใจที่มีกลไกให้ระบุความพึงพอใจเป็นคะแนน โดยแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งมีระดับให้เลือกตั้งแต่ 0 ถึง 10 โดยลูกค้าที่ให้คะแนน 0-6 คือ ไม่พึงพอใจ (Detractor), 7-8 คือ เฉยๆ (Passive) และ 9-10 คือ พอใจและจะบอกต่อ (Promoter)

         “คำถามที่เราถามลูกค้าว่า วันนี้ที่คุณเข้ามาใช้บริการแล้วจะแนะนำให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องเข้ามาใช้บริการหรือไม่ จากคะแนน 1-10 ให้เท่าไหร่ ผมว่าคำถามง่ายๆ แค่นี้คือการชี้วัดที่ง่ายที่สุด จากนั้นเราก็ใช้ NPS เป็นเครื่องมือในการประเมิน สำหรับทริคในการคิดคะแนนนั้น คะแนน 7-8 ผมจะไม่นำมาคิดเลยเพราะมันเป็น Neutral แต่จะให้น้ำหนักที่คะแนนในกลุ่ม 9-10 และ 6 ลงมา ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการชี้วัดว่า วันนี้เราทำได้ดีแค่ไหน”

         นอกจากการแก้ปัญหาในเชิงรับ บริษัทฯยังมีวิธีแก้ปัญหาในเชิงรุกเพื่อบริหารความเสี่ยง ด้วยการทำมาตรการป้องกันโดยไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อน หรือป้องกันความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา ผ่านมาตรการ 3CM (Customer Complaint Measure) หรือมาตรการป้องกันลูกค้าร้องเรียน โดยจัดกลุ่มลูกค้าที่จะเกิดความสุ่มเสี่ยง หากเข้าเกณฑ์ Criteria ก็จะนำมาเป็นเคสที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มีการติดตามลูกค้าอย่างเข้มข้น โดยจัดบุคลากรที่จะดูแลใกล้ชิดเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น

         “ผมคิดว่าการให้ความสำคัญกับทุกความคิดเห็นของลูกค้าจะทำให้ธุรกิจเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าหากเราทำธุรกิจแบบเดิมๆ ที่เคยใช้เมื่อ 1-2 ปีก่อน อาจทำให้ยอดขายของบริษัทฯลดลงแน่นอน แต่สำหรับเรากลับมี Performance ดีขึ้นทุกปี นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของเรามีการพัฒนาจนสามารถรักษาการเติบโต มีจำนวนลูกค้าที่มี Loyalty มากขึ้น นอกจากซื้อเพิ่มแล้วยังซื้อซ้ำและมาใช้บริการต่อเนื่อง อันนี้คือจุดชี้วัดจาก Input ที่เราทำลงไป ถามว่าเรานำไอเดียพัฒนาการทำงานมาจากไหน แน่นอนว่าการศึกษาดูงานหรือเข้าคอร์สฝึกอบรมเป็นสิ่งที่เราต้องทำเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น เราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน และพยายามที่จะคิดในสิ่งใหม่ๆ เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกค้า”

         เพราะยึดถือคติในการทํางานว่า “ต้องทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน ความผิดพลาดในวันวานจะเป็นประสบการณ์ในวันนี้” ทำให้ คุณรณกฤต ฐิติกฤตานน กรรมการบริษัท บริษัท ดี โฟร์คาร์ซิตี้ จำกัด มองว่าสิ่งจำเป็นที่จะสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า คือการทำความเข้าใจกับลูกค้าและยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

         “ถือเป็นปีที่ 2 แล้ว สำหรับเราที่ได้รับรางวัล Platinum Dealer จาก “การแข่งขัน Suzuki Best Dealer Award” ซึ่งส่วนหนึ่งผมมองว่าเกิดจากการที่เราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำธุรกิจรูปแบบเดิมอาจจะไม่เหมาะกับปัจจุบัน การบริหารโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เข้าใจ Insight ของลูกค้า เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงและตอบสนองลูกค้าให้ครบในทุกรูปแบบจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

         คุณรณกฤต เสริมว่า Key Success อีกข้อก็คือ การทำความเข้าใจกับพนักงานและสร้าง Mindset ที่ตรงกันคือเรื่องของการทำงานที่ตอบโจทย์ให้กับลูกค้า สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าเช่นเดียวกับที่ต้องรับฟังพนักงานและทำความเข้าใจกับปัญหาของพนักงานด้วยเช่นกัน เพื่อจะช่วยพนักงานแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

         ด้วยระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี จากรุ่นสู่รุ่นทำให้ ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวและผ่านปัญหามาทุกรูปแบบจนสามารถที่จะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามาได้อย่างรอบด้าน

         “จุดเด่นของเราคือการที่เราผ่านปัญหามาทุกรูปแบบจนมาถึงปัจจุบัน เราอยู่ตั้งแต่สมัยก่อตั้งที่การขายยังไม่มีโลกออนไลน์ ไม่มี Social Network เหมือนในปัจจุบัน ตอนนั้นการจะขายรถสักคันต้องทำการโฆษณาเพื่อให้ทุกคนรู้ เข้าถึงสินค้าที่เรามี แต่ปัจจุบันเพียงเข้า Google Search ข้อมูลก็จะสามารถเข้าถึงกันอย่างง่ายดาย เราปรับตัวพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากยุคนั้นสู่ยุคนี้ เราไม่เคยหยุดที่จะก้าวเดิน เรารวบรวมทุกปัญหา ทุกข้อร้องเรียน หรือทุกคอมเม้นต์ของลูกค้ามาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมมองว่านั่นทำให้เราได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับ ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมในปีนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 2”

         ความท้าทายในวันนี้ของ ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการรับมือกับปัญหาเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงการทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อจะนำมาพัฒนาและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในอนาคต

         “วันนี้การสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคส่วนหนึ่งผมมองว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง วิธีการเข้าถึงผู้บริโภค การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำงาน ทำให้ทุกที่คือพื้นที่ขายไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์ หรือจะเป็นตามสื่อหลักแบบที่ผ่านมา นอกจากนั้นเทคโนโลยียังช่วยให้เราทำการตลาดได้ในเชิงลึกและเข้าถึง Insight ของลูกค้า ทำให้เราสามารถให้บริการได้แบบเหนือความคาดหวังของลูกค้าและสามารถไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้าได้”

         สำหรับเป้าหมายในการทำให้ธุรกิจเติบโตของ ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ คุณรณกฤต มองว่าไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขายเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการสร้างให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างรากฐานสู่ความสำเร็จ

         “ยอดขายใครๆ ก็ทำได้ แต่การพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืนผมว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย และเป็นจุดมุ่งหมายสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง ความยั่งยืนในมุมมองของผม คือเราอยากจะไปอยู่ในจุดที่ลูกค้านึกถึงซูซูกิก็จะนึกถึงเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อรถผมอยากสร้าง Ecosystem ในการใช้รถซูซูกิ ตั้งแต่เริ่มซื้อ การเข้าใช้บริการหลังการขายระหว่างที่ลูกค้าใช้รถซูซูกิ เราต้องการที่จะสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้เกิดความประทับใจ จนกระทั่งเกิดการใช้ซ้ำและบอกต่อ เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการที่จะเปลี่ยนหรือซื้อรถคันใหม่ เมื่อนั้นเขาก็จะนึกถึงเรา

         อีกส่วนหนึ่งที่เรามองว่าสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือการบริหารพนักงาน ซึ่งเป็นคนที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเรา เราต้องทำให้เขาเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับเราเช่นกัน”

         “แม้เงื่อนไขการเข้าแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 จะมีหลายขั้นตอน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ชี้วัดชัดเจนคงหนีไม่พ้น Performance ซึ่งเป็นปัจจัยที่จับต้องได้ง่ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นด้านการขายและการดูแลลูกค้า แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้สุดท้ายแล้วจะสะท้อนให้เห็นถึงคาแร็กเตอร์ของบริษัทได้อย่างแท้จริง เพราะคาแร็กเตอร์ของเราคือ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะเจอกับความท้าทายตลอดเวลา เราก็จะพยายามก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เพื่อไปอยู่ในระดับแถวหน้าของการทำธุรกิจเสมอ ดิฉันว่านี่น่าจะเป็นที่มาที่ทำให้เราได้รางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 3” คุณอรวรรณ วานิชยางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านซูซูกิ ออโตโมบิล จำกัด กล่าวถึงเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ บ้านซูซูกิ ออโตโมบิล ได้รับรางวัลในครั้งนี้

         “ยิ่งหัวข้อการแข่งขันในปีนี้คือเรื่องการขจัดปัญหาข้อร้องเรียนของลูกค้า ยิ่งทำให้เราทบทวนในสิ่งเราทำอยู่แล้ว และคิดวางแผนล่วงหน้า เพื่อที่จะรับมือในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมาจากพื้นฐานการทำงานที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเราต้องการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน การบริหารข้อร้องเรียนยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ”

         “ที่ผ่านมา เราคิดเสมอว่าทุกคำร้องเรียนสำคัญและเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะถ้าปัญหาของลูกค้าที่เข้ามาเป็นเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ นั่นหมายถึงเป็นเรื่องใหญ่ของลูกค้าและย่อมมีผลต่อความไว้ใจในโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงความเชื่อใจของแบรนด์ในอนาคต ดังนั้นเราจึงคำนึงถึงทุกข้อร้องเรียน เพราะนั่นเป็นภาพสะท้อนว่าเรายังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ หรือบางครั้งที่เรามองว่าเราทำได้ดีแล้ว เราสามารถนำมุมมองของลูกค้าที่คิดต่างมาพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าต่อไป”

         “วิธีจัดการกับข้อร้องเรียนของเราคือ ทุกปัญหาข้อร้องเรียนจะถูกนำกลับมาเป็นคลังข้อมูล ซึ่งจัดเก็บอย่างเป็นระบบ โดยทำ Data Tracking ว่าได้รับเรื่องผ่านช่องทางใด เมื่อไหร่ เรื่องอะไร แก้ไขอย่างไร จากนั้นจะมีการสรุปร่วมกันอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุ และวิธีแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งเรายินดีที่จะเจอกับปัญหาใหม่อยู่เสมอ เพราะถ้าเราเจอกับปัญหาเดิมๆ แสดงว่าเรายังแก้ไม่ถูกจุด ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับระบบการจัดเก็บข้อร้องเรียน”

         “การเก็บข้อมูลหลักๆ จะมาจากคอลเซ็นเตอร์ภายในของ ซูซูกิ มอเตอร์ นอกจากนั้นเรายังให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนที่ไม่เป็นทางการด้วยเช่นกัน โดยเปิดทุกช่องทางให้ลูกค้าสามารถแนะนำติชมให้ได้มากที่สุด ผ่านทางพนักงาน และกล่องคำแนะนำ ในเวลาเดียวกันเราก็ไม่ต้องการรอให้เกิดปัญหาก่อน ทุกวันนี้เราฝึกให้พนักงานจับสัญญาณจากปฏิกิริยาของลูกค้าเพื่อป้องกันปัญหา ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะไม่สามารถขจัดปัญหาได้ 100% เนื่องจากสัญชาตญาณของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดอยู่เสมอคือ ปลูกฝังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนทำให้คนของเราแข็งแรง และมีความเข้าใจมากขึ้น จนสามารถครอบคลุมทุกความไม่ปกติในการบริการได้”

         “จากสิ่งที่เราทำพบว่าข้อร้องเรียนลดลง และได้เห็นวิธีแก้ใหม่ๆ โดยไปแก้ที่ต้นเหตุทำให้ปัญหาโดยรวมอันนั้นหายไป ทำให้เรามีเวลาในการไปแก้ไขปัญหาใหม่ๆ หรือปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ได้ดีขึ้น ผลลัพธ์อีกอย่างจากการที่เราคำนึงเกี่ยวกับข้อร้องเรียนคือ ยอดขาย และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่ที่จับต้องได้ไปมากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าลูกค้ารักเรา ผ่านคำชื่นชมมายังพนักงานที่ได้ดูแลเขา ทำให้เราสัมผัสได้จากความสุขที่ลูกค้าได้รับและเกิดการบอกต่อ เมื่อลูกค้ามีความสุข พนักงานเราก็มีความสุข ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศที่ลูกค้าร้องเรียนจนต้องหลบหน้า เหมือน Upward Spiral ที่หมุนเวียนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ลูกค้าเข้ามาด้วยพลังบวก ทำให้เรามีพลังบวกตามไปด้วย”

         “กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ย่อมเกิดความท้าทายแน่นอน ยิ่งเราอยู่ในธุรกิจที่ต้องตอบสนองความพึงพอใจให้ลูกค้า ยิ่งทำให้เราต้องปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงกับความต้องการของลูกค้าที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของลูกค้านั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีโลก ดังนั้น Change ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การรับรู้ข้อมูลของลูกค้า ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลูกค้า ซึ่งข้อมูลเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกกลั่นกรองทั้งหมด จึงเป็นความท้าทายของเราว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าได้ข้อมูลที่ดีในปริมาณเยอะและถูกต้องด้วย ฉะนั้นเราควรอยู่ในส่วนที่มองออกว่าลูกค้าต้องการข้อมูลแบบไหนที่ช่วยในการตัดสินใจเพื่อที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง”

         “สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจ คือการไม่หยุดอยู่กับที่ หยุดเมื่อไหร่เท่ากับถอยหลัง เพราะทุกอย่างเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่การที่เราบอกว่าจะพัฒนานั้นก็ต้องมองให้ออกว่าจะพัฒนาไปทางไหน ไม่ใช่วิ่งไปเรื่อยๆ โดยปราศจากทิศทาง เราต้องหาวิธีวิ่ง หรือเดินในสปีดที่เหมาะสม จึงจะสามารถพาทีมงานและธุรกิจไปได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน”

         ปัจจัยที่ทำให้ คลัง ออโตโมบิลส์ ได้รับรางวัล Platinum Dealer จากการแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 เป็นปีที่ 2 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์และปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่รุนแรงและพฤติกรรมของลูกค้าที่ต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง

         เราอาจจะไม่ได้มีกลยุทธ์ที่ตายตัวเพราะปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก การที่เราใช้กลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งในระยะเวลานานๆ อาจจะไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเรื่องพวกนี้เราต้องติดตามอยู่ตลอด ถ้าเราตามไม่ทันก็ไม่สามารถจะสร้างกลยุทธ์ให้ทันกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ด้านได้

         คุณสนาวุธจึงพยายามติดตามเรื่องเทคโนโลยี พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเพื่อนำมาปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคตลอดเวลา

         การขายรถปัจจุบันนี้ต้องปรับเปลี่ยนไปเยอะมาก เราต้องปรับตลอดเวลาหากช้าจะมีผลทันที จุดเด่นของเราผมมองว่าเป็นเรื่องของ Attitude ที่เป็นบวกต่อธุรกิจนี้ พอเป็นบวกก็ทำให้เราทำอะไรด้วยความจริงจังและตั้งใจทำ อย่างที่บอกว่าพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็ว ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือแต่ก่อนเราจะมีลูกค้าที่ Walk In มาที่โชว์รูม พอเวลาผ่านไปอีกยุคหนึ่ง การขายก็เน้นการออกไปทำโรดโชว์ในห้าง แต่ปัจจุบันยอดขายเกิดขึ้นมาจากช่องทางออนไลน์ ผ่านทาง Social Media ต่างๆ เช่น Facebook ตรงนี้เราก็ต้องปรับตัวจัดสรรงบประมาณหรือสร้างกิจกรรมทางการตลาดให้เหมาะสมทั้งส่วนที่เป็นออนไลน์และออฟไลน์

         การจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ในยุคนี้ Data มีส่วนสำคัญมาก คุณสนาวุธ บอกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา คลังออโตโมบิลส์ ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Data ของลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ

         “ปีนี้เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของ Data ซึ่งเราพยายามที่จะเข้าถึงข้อมูลลูกค้ามากขึ้น ทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลในส่วนของไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งเรามองว่า Data พวกนี้จะถูกนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อทำให้เรามีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในแง่ของการบริการลูกค้า วันนี้หลายองค์กรเริ่มใช้เทคโนโลยีอย่างอัลกอริทึม หรือพวก AI เข้ามาช่วยในงานบริการ เราเองก็พยายามศึกษาอยู่ว่าจากข้อมูลที่เรามีอยู่กับเทคโนโลยีที่องค์กรชั้นนำใช้จะมีโอกาสที่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของเราได้บ้างหรือไม่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาเพราะอย่างที่บอกว่ายุคนี้ Data is Power”

         แม้ในปีนี้สภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกอยู่ในช่วงที่ชะลอตัว แต่คุณสนาวุธมองว่าการพยายามรักษาฐานลูกค้าเก่าๆ เอาไว้น่าจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลลูกค้าตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาในโชว์รูม

         “เราต้องดูแลลูกค้าตั้งแต่ลูกค้า Walk in เข้ามา ช่วยดูแล และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการจัดไฟแนนซ์ การส่งมอบรถ รวมถึงการดูแลหลังการขาย ตรวจสอบว่ามีส่วนไหนที่เรายังทำได้ไม่ดี หรือมีส่วนไหนที่เราควรปรับปรุงเพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น เราต้องพยายามหาจุดเหล่านั้นให้เจอและแก้ไขทันที เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าควบคู่กับการพัฒนาตัวเองในทุกด้าน และสร้างความพร้อมในการให้บริการลูกค้าต่อไป”

         อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างคุณสนาวุธแนะนำว่า จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการทำงานแบบเน้นทางสายกลาง

         “ส่วนตัวผมเชื่อเรื่องความสมดุล ผู้บริหารที่ดีจะต้องเน้นในเรื่องของการ Balance สิ่งต่างๆ ให้สมดุลไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น Work Life Balance หรือแม้กระทั่งในการทำงาน ในเรื่องของเป้าหมายขององค์กรกับความสุขของพนักงานในการทำงานก็ต้องหาความสมดุลให้ได้ ผมว่าพื้นฐานที่ดีจะเกิดจากการใส่ใจในทั้ง 2 ด้านให้มีสัดส่วนพอกันไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง”

 

         “ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ศรีไฮ่ทงประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา 6 ปี ทั้งด้านยอดขาย รวมถึงการได้รับรางวัล Platinum Dealer จากการแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของทีมงานทั้งหมดของเรา ที่ได้จากความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารธุรกิจและนำความผิดพลาดที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เก็บสะสมประสบการณ์ต่างๆ เพื่อเรียนรู้พัฒนาแก้ไขปัญหาและต่อยอดการทำธุรกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” คุณเบญญาภา โล่วรรธนะมาศ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ศรีไฮ่ทงออโตเซลส์ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้

         “ทุกครั้งที่เกิดมีข้อร้องเรียนขึ้น สิ่งแรกที่เราทำคือนำข้อร้องเรียนเหล่านั้นมาแชร์ให้กับทุกคนในบริษัทได้รับรู้ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงการเอาใจใส่ในข้อร้องเรียนนั้นๆ และพร้อมดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี โดยลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอดแม้หลังเวลาทำการ เราจะมีเจ้าหน้าที่สแตนด์บายคอยดูแลและให้คำแนะนำด้านต่างๆ”

         “ข้อร้องเรียนหลักๆ ที่เจอจะเป็นเรื่องการต้อนรับลูกค้า บ่อยครั้งลูกค้าเข้ามาพร้อมกัน  จำนวนทีมงานที่ต้อนรับที่มีอยู่จึงไม่ทันต่อความต้องการจนทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแล เราจึงเปลี่ยน Mindset ให้พนักงานทุกแผนกมีส่วนร่วมในการดูแลต้อนรับแม้กระทั่งแม่บ้าน และทุกสัปดาห์เราจะมีการประชุมกันทั้งบริษัท นอกจากสรุปผลการทำงานแล้ว เราจะลิสต์ปัญหาที่พบเจอ รวมถึงข้อแนะนำติชมในรอบสัปดาห์ออกมาเพื่อหาแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาการทำงานให้ลูกค้ารู้สึกว่าการเข้ามาในโชว์รูมแต่ละครั้งมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทุกครั้ง”

         “สำหรับแนวทางป้องกันข้อร้องเรียน เราจะมีการสำรวจความพึงพอใจในการบริการทั้งการขายและบริการ จากช่องทางออฟไลน์ และเมื่อไม่นานมานี้เรายังนำเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดมาใช้ในการสแกนความพึงพอใจของลูกค้า หรือแม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าคาดหวังที่เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมของเราๆ จะมีแบบสอบถามเกี่ยวกับความประทับใจ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าใส่ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมที่ต้องการให้พัฒนา หากมีข้อติชมเหล่านี้เราจะนำมาประชุมเพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นและรองรับกับความต้องการของลูกค้าโดยมุ่งเน้นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง”

         “แต่การจะสร้างความแตกต่างให้ได้นั้น เราให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากกว่าการบริหารงานสั่งการโดยเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเราจึงให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารงานและแชร์ไอเดีย ร่วมกับการสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป รวมถึงการทำกิจกรรมที่สร้างแนวความคิดเชิงบวกให้กับพนักงานเพราะบริการที่จะชนะใจลูกค้าได้ดีที่สุดคือ บริการลูกค้าด้วยใจ  ต้องอาศัยความอดทนและความเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งจะเป็นแนวทางและเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้”

         “ในเวลาเดียวกันเราก็ยกระดับการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีต่างๆ ไม่เพียงแต่มีผลต่อพฤติกรรมลูกค้า แต่ความคาดหวังของลูกค้าในการรับบริการยังเพิ่มมากขึ้นด้วย เป็นปัจจัยท้าทายที่เราต้องมีการพัฒนาวิธีการทำงาน มีการปรับเปลี่ยนแผน ขั้นตอนการทำงาน และการทำงานอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง เช่น การส่งมอบรถ เดิมจะมีการอธิบายรายละเอียดการส่งมอบรถให้ลูกค้า ตอนนี้เรามีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้พนักงานทั้งองค์กรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำคัญให้กับลูกค้าให้เขารู้สึกประทับใจ สัมผัสได้ถึงความใส่ใจของทีมงานทุกคนไม่เฉพาะฝ่ายขายเท่านั้น ฝ่ายศูนย์บริการก็จะออกมาต้อนรับแนะนำตัวให้กับลูกค้า ช่างเทคนิคจะมีการแนะนำเพื่อสร้างความมั่นใจว่าหลังจากที่ทำการรับรถไปแล้วจะมีคนคอยดูแลอย่างต่อเนื่อง”

         “การให้ความสำคัญกับบุคลากร ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ” เป็นมุมมองในการบริหารงานของคุณวรุฒม์ กฐินทอง ที่ทำให้นวออโตโมบิล บางใหญ่ประสบความสำเร็จ จนได้รับรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับ Platinum Dealer ในโครงการ Suzuki Best Dealer Award 2018/2019

         ที่นวออโตโมบิล บางใหญ่ เราดูแลพนักงานเหมือนเป็นลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งในองค์กรของเราจะเรียกพนักงานว่าเป็น Inner Customer ในการบริหารงาน เราจะมีการใส่ใจ ดูแล โดยเริ่มจากการสื่อสารกับพนักงานภายในองค์กรของเราก่อน เพื่อให้พนักงานรับรู้และมีความเข้าใจและสามารถให้บริการลูกค้าได้ด้วยความเต็มใจ เพื่อสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดและสร้างการบอกต่อไปยังคนลูกค้าท่านอื่นๆ

         คุณวรุฒม์มองว่าอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นที่ทำให้ นวออโตโมบิล บางใหญ่ ได้รับรางวัล เกิดจากการสร้างความแตกต่างในการบริหารงาน 

         “วิธีการบริหารงานบริการของเราไม่ได้มาจากผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่พนักงานทุกระดับสามารถแชร์ไอเดียและนำเสนอเพื่อปรับปรุงคุณภาพของการให้บริการ หรือเพิ่มเติมในส่วนที่ทำแล้วลูกค้าจะเกิดความพึงพอใจ และประทับใจมากยิ่งขึ้น

         ในธุรกิจรถยนต์การติดต่อกับลูกค้าไม่ได้เริ่มจากที่ลูกค้าเดินเข้ามาในโชว์รูม แต่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้ามาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเริ่มมองหารถยนต์จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจและตัดสินใจซื้อรถกับเรา ตรงนี้เราจำเป็นต้องมีการอบรมพนักงานให้เขาเข้าถึงและบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะมีการอบรมตามมาตรฐานของซูซูกิแล้ว เรายังจัดให้มี Internal Training เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะบริการให้ลูกค้าอย่างดีที่สุด”

         จุดเด่นที่สำคัญอีกข้อของ นวออโตโมบิล  บางใหญ่  ก็คือการบริการอย่างจริงใจ ซึ่งความจริงใจเกิดจาก Inner ของพนักงาน

         “เนื่องจากเราอยู่แถบชานเมือง คนชานเมืองจะมีลักษณะนิสัยของความเป็นกันเอง จริงใจ ตรงไปตรงมา ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะตอบรับกับเราว่าพนักงานของเราบริการดีจริงใจ แก้ปัญหาและให้คำตอบแก่ลูกค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคีย์หลักที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ และทำให้ลูกค้าเชื่อใจเรามั่นใจในตัวเรา”

         การแข่งขันในธุรกิจรถยนต์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและสามารถตอบโจทย์ความต้องการให้ได้เป็นสิ่งสำคัญ การวิเคราะห์ลูกค้าจึงเป็นอีกสิ่งจำเป็นที่คุณวรุตม์มองว่าสามารถช่วยสร้างความประทับใจให้เกิดกับลูกค้าได้อย่างแท้จริง

         “เราทำการวิเคราะห์แล้วว่าลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานจนถึงเริ่มต้นมีครอบครัว คนในวัยนี้นอกจากของที่มีประโยชน์ใช้สอยแล้ว สิ่งที่เขามองก็คือเรื่องของดีไซน์ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของเขา เราจึงนำตรงนี้มาสร้างแคมเปญและโปรโมชั่นต่างๆ ให้ตรงใจลูกค้า

         ในส่วนของงานบริการ ที่โชว์รูมของเรานอกเหนือจากจะมีที่นั่งพัก และมีทีวีให้ดูแล้ว เรายังมี WiFi ให้ใช้ มีที่ชาร์จแบต มีแท็บเลตให้ยืม มีวิดีโอเกมให้เล่น นี่คือ Insight ของลูกค้าที่เราสามารถตอบสนองให้ได้อย่างหลากหลายและตรงจุด”

         ช่องทางออนไลน์ถือเป็นอีกจุดที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และเป็นช่องทางที่ช่วยให้เราได้ฟังเสียงสะท้อนของลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น

         “ทุกวันนี้คนใช้เวลานอกบ้านน้อยลง แต่ใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นทำให้เราต้องหันมาทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่าเดิม โดยเราก็ใช้ความรู้ทางการตลาดมากำหนด Target แล้ว โฆษณาในช่องทาง Facebook แทนการใช้สื่อแบบเดิมเพราะตอนนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ในโลก Social Media มากขึ้นเพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าเราเริ่มรู้จักลูกค้าตอนที่เขาเดินเข้ามาในโชว์รูม ซึ่งในปัจจุบันนี้เราต้องตอบสนองลูกค้าให้เร็วตั้งแต่ตอนที่ลูกค้าอยู่ใน Social Media ดังนั้นจึงต้องเริ่มตั้งแต่การดีไซน์หน้าเว็บ ไปจนถึงเรื่องของความรวดเร็วในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า เพราะการแข่งขันทุกวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่โปรโมชั่นที่จะดึงลูกค้า แต่ต้องมีการบริการที่ดีได้มาตรฐาน และมาจาก Inner ของผู้ให้บริการเพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการรับบริการครั้งนี้ประทับใจ”

         “ผมคิดว่าปัจจัยที่ทำให้เราเข้ารอบ SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 สืบเนื่องมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการทำงาน เราพร้อมจะส่งมอบประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้า พร้อมเปิดใจในทุกปัญหาและข้อร้องเรียนของลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก” คุณธนกานต์ สุวรรณแสง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.เอ็น.เอ็น. ออโต้เซลส์ (2016) จำกัด สาขานราธิวาส กล่าวถึงปัจจัยในความสำเร็จจนได้รับรางวัล Platinum Dealer ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

         “คำร้องเรียนของลูกค้านับเป็นอันดับต้นๆ ที่เรามุ่งมั่นรับฟังและแก้ไข ที่ผ่านมาเรามีการจัดการอย่างเป็นระบบ และติดตามการให้บริการอย่างใกล้ชิด ทันทีที่ปัญหาได้รับการแก้ไข จะมีการนำไปสู่การเก็บข้อมูลเพื่อเป็นบทเรียนให้กับพนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ไขต่อไป”

         “จากการจัดเก็บข้อมูลปัญหาข้อร้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราจึงมีการจัดกระบวนการเพื่ออำนวยความสะดวกให้รวดเร็วยิ่งขึ้น บริหารการจัดการให้ดีขึ้น เรียนรู้ข้อผิดพลาดแล้วนำมาแก้ไข เพื่อลดจำนวนข้อร้องเรียน ที่เกิดจากปัญหาเดิมๆ หรือที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่ให้เกิดซ้ำอีก โดยจะมีการทบทวนไปที่ต้นเหตุของปัญหาทุกครั้ง”

         “เรามีสโลแกนในการทำงานว่า Always Deliver More Than Expected. หรือการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่วันแรกและตลอดไป ทำให้เราพร้อมที่จะพัฒนาต่อเนื่อง ทุกปัญหาเราไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดความยุ่งยากในการทำงานของเรา ในทางกลับกันการร้องเรียนของลูกค้าถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพื่อนำมาปรับปรุงตัวเอง ซึ่งดีกว่าการที่ลูกค้ามีปัญหาแล้วเก็บเงียบ แล้วหันหลังให้กับเราในภายหลัง หรือไปบอกต่อในทางลบ ผมมองว่าคำร้องเรียนทำให้เกิดโอกาสให้เราได้แก้ไขปัญหา และการที่เข้ารอบรวมถึงได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้คือของแถมในสิ่งที่เราบริการจากใจ”

         “การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน จะทำให้เกิดผลลัพธ์ของการให้บริการที่ดีจนลูกค้าบอกต่อ สะท้อนจากความสามารถในการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่เกิดจากการบอกต่อเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เราอยู่นั้นเป็นชุมชนที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับโชว์รูมได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เช่น การตรวจเช็คระยะในราคาที่เข้าถึงง่าย ลูกค้าจะบอกต่อว่ารถซูซูกิเป็นแบรนด์ที่มีความคุ้มค่า”

         “ในอนาคตผมมองว่า ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเนื่องจากโชว์รูมของเราอยู่ติดกับชายแดนประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเงินทุนไหลเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ จึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในการแข่งขันที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อรถจากที่ไหนก็ได้ เพียงติดต่อกับพนักงานผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อตกลงราคา จากนั้นจึงมีการทำสัญญาและส่งมอบรถโดยไม่ต้องมาที่โชว์รูม ทำให้เราวางแผนการทำงานในอนาคตด้วยการทำโชว์รูมรถยนต์ออนไลน์อย่างจริงจัง ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ทุกช่องทาง”

         “จะเห็นได้ว่าบริการก่อนการขายที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ยิ่งทำให้เราต้องหันมาเน้นบริการหลังการขายมากขึ้น เพราะหัวใจหลักของการขายรถคืองานบริการ โดยเฉพาะ 1-2 ปีมานี้เป็นช่วงที่ลูกค้าจากโครงการรถคันแรกเริ่มเข้ามาใช้บริการที่โชว์รูมมากขึ้น เราเชื่อว่าการบริการที่ดีย่อมทำให้ลูกค้าประทับใจ และส่งผลต่องานขายในอนาคต เมื่อเขาคิดจะซื้อรถคันใหม่ นอกจากเขาจะนึกถึงแบรนด์ซูซูกิแล้ว ยังคิดถึงโชว์รูมเราเป็นตัวเลือกแรกอีกด้วย”

         แม้จะเข้ามาดำเนินธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิเพียงแค่ 3 ปี แต่เพราะยึดถือคติในการทำงานที่ว่า “ต้องมีความมุ่งมั่นพัฒนาและการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าคือสิ่งสำคัญสูงสุด” จึงทำให้ 14 ออโต้เวิร์ค ของคุณวุฒิพงศ์ จงพิพิธพร ก้าวขึ้นมาเป็น 1 ในผู้รับรางวัลระดับ Platinum Dealer จาก Suzuki Best Dealer Award 2018/2019 อย่างเต็มภาคภูมิ

         กลยุทธ์หลักในความสำเร็จเกิดจากการสร้างให้ทั้งองค์กรมีความเป็นครอบครัว ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานซึ่งนั่นทำให้พนักงานทุกคนมีใจให้กับธุรกิจ

         “การสร้างการมีส่วนร่วมกันในการทำงานจะทำให้พนักงานเต็มใจให้ความร่วมมือและยังสามารถสะท้อนไปสู่การให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ 14 ออโต้เวิร์ค เราให้ความสำคัญกับพนักงานในองค์กร เพราะเรามองว่าทุกคนคือครอบครัวของเรา มีการดูแลเอาใจใส่เพื่อที่จะให้เขามีความสุข และสามารถก็จะส่งต่อการดูแลเอาใจใส่ที่ดีนี้ไปสู่ลูกค้าเหมือนกับที่เขาได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีจากเรา เพื่อที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด”

         ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ช่องทางการติดต่อรวมถึงการสื่อสารกับลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดรับไลฟ์สไตล์ความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้า

         “เรามีการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มาสักพักแล้ว แต่ปีนี้เรามองว่าเราจะทำอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของ Facebook, Instagram รวมถึง LINE เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ช่องทางออนไลน์น่าจะเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ 14 ออโต้เวิร์ค สามารถขยายตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นยังสามารถนำเสนอแคมเปญหรือโปรโมชั่นต่างๆ ให้กับลูกค้าได้โดยตรงผ่านช่องทางนี้ ทั้งนี้เราพยายามปรับเปลี่ยนแคมเปญและโปรโมชั่นในทุกเดือนให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด

         ปีนี้คุณวุฒิพงศ์ เสริมว่า 14 ออโต้เวิร์ค ได้ตั้งเป้ายอดขายโตกว่าปีที่แล้ว 10-20% ขึ้นไป ควบคู่ไปกับส่วนของบริการหลังการขายของลูกค้าที่ต้องเติบโตด้วยเช่นเดียวกัน

         “เราคาดหวังที่จะรักษามาตรฐานคะแนนด้านการขายและบริการหลังการขายของเรา โดยพัฒนาความสามารถของพนักงานในองค์กรให้เขาสามารถแสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม มีการ Training มากขึ้น เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการตอบคำถามลูกค้าได้อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเข้าใจได้เป็นอย่างดี ส่วนบริการหลังการขาย เรามุ่งเน้นที่จะตอบสนองหรือแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด นี่คือหลักการง่ายๆ ที่จะทำให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน”

         “ในธุรกิจบริการสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของคน การทำให้คนทำงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น” และนี่คือหลักในการดำเนินธุรกิจของคุณเขมณัฐ เนกษ์สถิต จาก ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี ซึ่งทำให้ธุรกิจเติบโตและครองใจลูกค้า จนเข้ามาเป็นผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมระดับ Platinum Dealer ในการแข่งขัน SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019

         “เราเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องของคน เพราะเราทำงานในธุรกิจบริการ คนสำคัญที่สุด ซึ่ง ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี เราพยายามสร้าง Mindset ของพนักงานให้เขาคิดเสมือนว่าตัวเองเป็นลูกค้า และพยายามให้คิดต่อว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการสร้างให้พนักงานมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกับเรา พยายามปรับความคิดในส่วนนี้เพื่อให้พนักงานสามารถให้บริการที่ออกมาจากใจ เมื่อบริการส่งออกมาจากใจลูกค้าก็จะรู้สึกประทับใจ”

         การจะสร้าง Mindset ให้เกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าต้องมาจากการพูดคุยทำความเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังทำร่วมกัน รวมถึงวางจุดมุ่งหมายขององค์กรร่วมกัน

         “โดยปกติเราจะมีการประชุมกันทุกวันเพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยในการประชุมจะพยายามให้พนักงานแสดงความเห็นหรือนำเสนอไอเดียต่างๆ เพื่อที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ โดยมี KPI ในการวัดผล ถ้าพนักงาน Achieve ก็จะให้ผลประโยชน์ที่มากขึ้น ทั้งนี้ยังมีการสร้างแรงจูงใจโดยให้ Incentive ที่ขึ้นอยู่กับผลคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า”

         เคล็ดลับที่ทำให้ ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากการพยายามสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้ลูกค้าเกิดความ WOW และอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ

         “เราสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ และพยายามทำให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เพื่อที่จะสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นในศูนย์บริการ ให้ลูกค้าที่กลับเข้ามาใช้บริการที่ ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี ตาม Concept ในการให้บริการของเราคือ บริการดุจญาติ...ต้องที่ ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี”

         ปัจจุบันช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัล ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของ คุณเขมณัฐ ก็คือการพยายามเข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางออนไลน์ รวมถึงการครีเอทคอนเทนต์ใหม่ๆ ให้ลูกค้ารู้สึกอยากติดตาม

         “ช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์ของสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือที่ทุกคนใช้ในการสื่อสารในปัจจุบัน ผมมองว่ามันเป็นข้อได้เปรียบสำหรับเรา เพราะการมีช่องทางโซเชียลมีเดียทำให้การแข่งขันในส่วนนี้ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของผู้จำหน่ายอีกต่อไป แต่เป็นการวัดกันที่คอนเทนต์ ถ้าเราทำคอนเทนต์ดี มีการนำเสนอที่น่าสนใจ เราสามารถมีที่ยืนได้แน่นอน ซึ่ง ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี ทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มาตลอด 3-4 ปี ซึ่งทำให้เรามีฐานแฟนเพจอยู่ประมาณ 4 หมื่นกว่าคน โดยเราพยายามครีเอทคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าติดตาม เปรียบเสมือนการนำเอาโชว์รูมของเราไปตั้งไว้ที่หน้าบ้านลูกค้าแต่ละคนเลย”

         ด้วยบริการที่ให้มากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังทำให้ ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี ได้รับผลตอบรับฟีดแบ็คที่ดีจากลูกค้า และเกิดการบอกต่ออีกทั้งมีลูกค้าเข้ามารีวิวในแฟนเพจจำนวนมากจนทำให้ได้รับความไว้วางใจ และเชื่อใจมาใช้บริการซ้ำ “การที่ลูกค้าเป็นผู้รีวิวบริการของเราจะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการที่เราเป็นคนโฆษณาออกไปเอง”

         เป้าหมายในปีนี้ของ ซูซูกิ มหาราชจันทบุรี นอกจากเป้าหมายในแง่ของจำนวนลูกค้าที่กลับเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นแล้ว คุณเขมณัฐ เสริมว่า Zero Customer Complain เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้น

         “การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้ารอบ SUZUKI BEST DEALER AWARD 2018/2019 อีกครั้ง เคล็ดลับที่เรานำมาใช้พัฒนาทีมงานคือ ให้ทุกคนรู้จักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เสนอแนวคิดที่เป็นตัวของตัวเอง เราจะบอกเสมอว่าทุกไอเดียที่นำเสนอไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะอย่างน้อยทำให้เขากล้าคิดกล้าทำ นอกจากนี้เรายังแชร์ประสบการณ์ร่วมกันถึงเหตุการณ์ต่างๆ ว่ามีที่มาที่ไปและผลลัพธ์อย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือใช้ความรักและเข้าใจในการดูแลกันแบบครอบครัว สร้างบรรยากาศการทำงานให้เขาอยู่แล้วอบอุ่น เพราะเราดูแลกันไปถึงชีวิตส่วนตัว พยายามสอดส่องดูแลเอาใจใส่กัน เพราะเราเชื่อเสมอว่า ถ้าชีวิตประจำวันของพนักงานมีความสุข เขาจะทำงานได้อย่างมีความสุขและให้บริการที่ออกมาจากใจ” คุณธนพร ซองเหลี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูซูกิ สุโขทัย ออโต้โมบิล จำกัด กล่าวถึงเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ

         “การดูแลกันแบบครอบครัวทำให้เรามีความใกล้ชิดกันในการทำงาน ยิ่งกับปัญหาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น หากเกินขอบเขตอำนาจพนักงานก็สามารถเข้ามาปรึกษาผู้บริหารได้ทันที ทำให้สามารถรับปัญหาจากลูกค้ามาแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญคือความเอาใจใส่ของพนักงานที่มีต่อลูกค้า เพื่อที่จะทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร และสามารถแก้ไขได้ตรงจุด เราบริหารงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และคิดเสมอว่าหากเราเป็นลูกค้าเราต้องการอะไร แน่นอนคือการซัพพอร์ตจากโชว์รูมผู้จำหน่าย และการแก้ไขที่ชัดเจนรวดเร็ว รวมถึงการทราบระยะเวลาที่ชัดเจน”

         “อย่างกระบวนการทำงานเพื่อขจัดปัญหาข้อร้องเรียนที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากปีที่แล้ว เกิดขึ้นในแผนกอู่สีและตัวถัง (Body and Paint หรือ BP) เพราะที่ผ่านมาลูกค้ายังเข้าใจว่า พอมาถึงศูนย์แล้วจะสามารถซ่อมได้ทันที ทั้งที่ความเป็นจริงมีขั้นตอนที่ซับซ้อนไม่ต่างจากงานศิลปะ ต้องอาศัยเวลาและทักษะของช่างในการซ่อมแซม ในส่วนนี้เราพยายามรวบรัดขั้นตอนให้เร็วที่สุดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ซึ่งต้องใช้ทักษะของพนักงานในการวิเคราะห์งานได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญพนักงานจะมีการพูดคุยกับลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงการดูแลใส่ใจ ในขณะเดียวกันในกรณีเปลี่ยนอะไหล่ เราจะมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อย่นระยะเวลาดำเนินการ และช่วยลดทอนปัญหาข้อร้องเรียนด้านบริการได้อีกด้วย”

         “แต่ไม่ว่าปัญหาข้อร้องเรียนจะเป็นเรื่องอะไร เราถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหาของทุกคนไม่ใช่เฉพาะแผนกใดแผนกหนึ่ง  เพราะสุดท้ายลูกค้าไม่ทราบหรอกว่า ปัญหาเหล่านั้นเป็นความรับผิดชอบในส่วนใด ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ซึ่งเมื่อแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นบทเรียนเล่าสู่กันฟังทุกแผนกเพื่อให้เกิดการประสานงานกันภายในมากขึ้น และตั้งรับกับเหตุการณ์ข้างหน้าได้ดีกว่าเดิม”

         “แม้ว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านพ้นไปได้ แต่ขึ้นชื่อว่างานบริการ ย่อมมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลาซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังนั้นข้อมูลในโลกดิจิทัลที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายจึงเป็นความท้าทายของเราที่จะต้องรู้ทันสื่อ และรู้ทันข้อร้องเรียนที่จะเกิดขึ้น เมื่อเรารักในอาชีพ และการให้บริการ เราจะต้องเลือกที่จะเข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้าร้องเรียน ตามสโลแกนของบริษัท “ด้วยรักและเข้าใจ” เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานทำงานด้วยความรัก และความเข้าใจไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะมีปัญหา หรือความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามา ก็จะทำให้เราฝ่าฟันไปได้”

Volkswagen เตรียมขายรถยนต์รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ XPENG ภายใต้กลยุทธ์ "In China, for China”

Hyundai Motor, Kia, NVIDIA ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ หนุน Hyundai เป็นผู้นำรถยนต์ AI

Mitsubishi Motors Thailand ปักหมุด XPANDER HEV และ XPANDER CROSS HEV ใหม่ ขยายความคุ้มค่าจากแค่รถยนต์ สู่ "พื้นที่ใช้ชีวิตสุดยืดหยุ่น”

BMW Group ยังยืนหนึ่ง! เป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ 2025 ส่งออกเกือบ 200,000 คัน

ยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันในยุโรปร่วง แต่ EV รุ่ง รถ HEV ได้ส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 38.6% แล้ว

ตลาดรถไทยปี 2568 จบที่ 621,166 คัน โต 8.5% คาดการณ์ตลาดรวมปี 2569 ยอดขาย 630,000 คัน

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact