เช่นเดียวกับในประเทศไทย จากข้อมูลที่รวบรวมโดยเนสท์เล่ พบว่า ตลาดกาแฟโดยรวมของบ้านเรามีมูลค่าประมาณ 64,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดกาแฟที่ดื่มในบ้าน 38,000 ล้านบาท ตลาดไม่มีการเติบโต และตลาดกาแฟที่ดื่มนอกบ้านที่รวมทั้งกาแฟ RTD และร้านกาแฟทั่วไป ประมาณ 26,000 ล้านบาท ตลาดมีการเติบโตประมาณ 8% มาจากพฤติกรรม On the Go ที่ช่วยผลักดันให้ตลาดนี้มีการเติบโตค่อนข้างดี
ส่วนการดื่มกาแฟเฉลี่ยต่อหัวของคนไทยแม้จะมีตัวเลขถึง 300 แก้วต่อคนต่อปี แต่เทรนด์ในเรื่องของการยก ระดับการดื่มกาแฟของคนไทยที่ขยับจากการดื่มกาแฟผงสำเร็จรูปมาสู่กาแฟสดหรือกาแฟคั่วบดมากขึ้นนั้น กลายเป็นโอกาสทางการตลาดชั้นดี เพราะการสร้างประสบการณ์จากการดื่มกาแฟนอกบ้านมาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ถ้ามีโอกาสในการดื่มกาแฟที่ดีกว่า ก็จะมีการสวิตชิ่งได้
ขณะที่ในเรื่องของรสนิยม และภาพลักษณ์ ก็มีส่วนที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตได้ทางหนึ่ง เพราะการทำตลาดของเนสท์เล่ส่วนหนึ่งจะมองถึงการเจาะเข้าไปยังตลาดออฟฟิศ ที่แน่นอนว่า ภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ Starbucks จะเข้ามาสอดรับกับการรุกตลาดได้อย่างลงตัว
การจับมือระหว่างเนสท์เล่กับสตาร์บัคส์ในครั้งนี้ คาดว่า เนสท์เล่ ที่เป็นเจ้าของ Nescafe และ Nespresso จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเนสท์เล่ได้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนในบ้านเรา เริ่มมีการเดินหน้าทำตลาดกันแล้ว โดยสามารถสั่งซื้อเครื่องชงและแคปซูลได้แล้วที่ เว็บไซต์ออนไลน์ NESCAFÉ Dolce Gusto, Tops Supermarket และแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป
ที่น่าสนใจก็คือ ราคาขายของสตาร์บัคส์แคปซูลนี้ ค่อนข้างเย้ายวนใจ คือกล่องละ 299 บาท สามารถทำเครื่อง ดื่มได้ 12 แก้ว หรือเฉลี่ยแก้วละ 25 บาท ซึ่งถือว่าไม่จนเกินเอื้อม เป็นการวางกลยุทธ์ราคาที่เข้ามาช่วยเอื้อในการขยายฐานการเดิมได้เป็นอย่างดี
ถือเป็นอีกการจับมือของ 2 คู่แข่งที่กลายมาเป็นพันธมิตรร่วมค้าที่น่าจะเข้ามาพลิกโฉมหน้าตลาดกาแฟของทั่วโลกได้ไม่มากก็น้อย...