เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ประเทศไทยยังขาดในส่วนของ การแปลงงานวิจัยให้ไปสู่เรื่องของผลิตภัณฑ์ จึงจะทำให้ซัพพลายเชนนั่นครบ เพราะซึ่งผลิตภัณฑ์ยาไม่ใช่ได้ตัวงานวิจัยมาแล้วจะสามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อออกจำหน่ายได้ หากจะต้องมีขั้นตอนกระบวนการทดสอบทั้งในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งในส่วนที่เรียกว่าสัตว์และคน ทาง BGIC จึงออกมาตอบโจทย์ตรงนี้
เกณฑ์ในการทดสอบต่างๆ กว่าจะออกมาเป็นยาหนึ่งตัวนั้น อาจใช้เวลามากถึง 6-10 ปี ในการ Clinical Trial ยาพวกนี้จะต้องมาปรับสูตรต่างๆ คล้ายกับการทำอาหารเพื่อให้ได้สูตรฟอมูล่า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทาง BGIC จะทำให้เกิดขึ้น ในเรื่องของสารตั้งต้นที่จะนำไปผลิตต่อไป
ถือเป็นข้อดีของประเทศไทยที่สามารถทำกระบวนการทดสอบ Clinical Trial ของยาต่างๆ ทั้งในสัตว์และคน ด้วยคุณภาพงานทดลอง การทดสอบ ค่าใช้จ่าย เรื่องของระบบประกันสุขภาพ สิ่งเหล่านี้เอื้ออำนวยให้การ Clinical Trial ทำได้ดีในเมืองไทย โดยประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนจากการทำกระบวนการในส่วนนี้ก็คือ การบริหารต้นทุน ที่เราไม่จำเป็นต้องนำเข้ายาจากต่างชาติ ทำให้ประชากรไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้ในราคาย่อมเยาว์
มารุต กล่าวอีกว่า BGIC มีการจัดรูปแบบระบบการบริหารจัดการในโครงการต่าง ๆ ระบบรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างดี โดยเป็นผู้เชื่อมโยงสร้างระบบความร่วมมือจากภาคส่วนสำคัญ ๆ เช่น ภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceutical Industry) ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ทั้งยังมีแนวทางการสร้างระบบนิเวศน์ (Ecosystem) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเข้าร่วมลงทุน เพื่อสร้างพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการที่จะร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศ ด้วยการเข้าร่วมเตรียมความพร้อมและสร้างศักยภาพในการขับเคลื่อนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมผลิตยาชีววัตถุของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนเป็นมาตรฐานสากล