BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
6,185
VIEWS

เมื่อโลกสลับขั้ว PwC ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังย้ายฟากจาก G7 มาเป็น E7

มี.ค. 02, 2560 BrandAge Team

PwC  ชี้ อีก 33 ปี ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มายังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จีนผงาดขึ้นเป็นพี่เบิ้มเศรษฐกิจโลก ขณะแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอีก 30 ปี ร่วงจากอันดับ 20 เป็น 25 พ่ายอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย เหตุประชากรวัยทำงานหด

ศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยรายงาน The World in 2050: The long view: how will the global economic order change by 2050?  ที่ทำการศึกษาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP  ซึ่งคำนวณตามหลักความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing power parities หรือ PPPs) โดยใช้ราคาสินค้าและบริการในสหรัฐอเมริกาเป็นฐานในการคำนวณ และแสดงผลในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเทียบมาตรฐาน GDP เป็นแบบเดียวกันทั่วโลกจาก 32 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงถึง 85% ของ GDP โลก

จากการศึกษาพบว่า  ในปี 2593  หรืออีก 33 ปีข้างหน้า ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย โดยประเทศไทยจะตกไปอยู่ในอันดับที่ 25 จากอันดับที่ 20 เมื่อปี 2559 โดยคาดการณ์ว่า จีดีพี (PPPs)  ของไทยในปี 2593 จะมีมูลค่า 2.78 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 มีมูลค่า 1.16 ล้านล้านดอลลาร์

ขณะที่อินโดนีเซียจะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ของโลก คาดว่า PPPs  ในปี 2593 จะอยู่ที่ 10.5 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่อันดับ 8 มีมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์  ฟิลิปปินส์จะขึ้นมาอยู่อันดับ 19 โดยคาดว่า PPPs ในปี 2593 จะอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ จากอันดับ 28 ในปี 2559 มีมูลค่า 8 แสนล้านดอลลาร์ ด้านเวียดนามจะขึ้นมาอยู่อันดับ  20 ด้วย PPPs  ในปี 2593 ที่ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่อันดับที่ 32 มีมูลค่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนมาเลเซียจะขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 24 มี PPPs ในปี 2593 อยู่ที่ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2559 อยู่อันดับ 27 มีมูลค่า 8.6 แสนล้านดอลลาร์ 

“ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีของไทยลดลงในอีก 30 ปีข้างหน้า เกิดจากการที่ไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน โดยคาดการณ์ว่า อัตราการเพิ่มของประชากรไทยในปี 2593 จะติดลบ 0.3%  ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศก็จะชะลอตัวตามไปด้วย และวัยทำงานที่ลดลงอาจส่งผลให้ค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและกดดันอัตราเงินเฟ้อในที่สุด” นาย ศิระ กล่าว

ทั้งนี้ จากรายงานอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2559-2593 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยของไทยจะอยู่ที่ -0.3% ต่อปี ขณะที่อินโดนีเซียมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ต่อปี ฟิลิปปินส์มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1% ต่อปี มาเลเซียมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่อยู่ที่ 0.8% ต่อปี และเวียดนามมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5% ต่อปี 

กลุ่มประเทศ E7 ขั้วอํานาจใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ในอนาคตช่วงปี 2593 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเฉลี่ย (ระหว่างปี 2559-2593)  จะอยู่ที่ 2.6% ต่อปี โดยขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะย้ายออกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Advanced economies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป มาสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market countries) ซึ่งตลาดเกิดใหม่นี้ จะมีประเทศในกลุ่ม E7 เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของกลุ่ม E7 จะอยู่ที่ 3.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยของกลุ่ม G7 จะอยู่ที่ 1.6% ต่อปี

ทั้งนี้ ปี 2593 การเติบโตของ PPPs ประเทศในกลุ่ม E7 จะมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของ GDP โลก ขณะที่กลุ่ม G7 จะมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% ขณะที่จีนจะกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกแทนที่สหรัฐฯ โดยคาดว่า PPPs ในปี 2593 ของจีนจะอยู่ที่ 58.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 34.1 ล้านล้านดอลลาร์ หล่นไปอยู่ในอันดับที่ 3 ส่วนอันดับที่ 2 ตกเป็นของอินเดีย มี PPPs อยู่ที่ 44.1 ล้านล้านดอลลาร์

รายงานระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น จะมาจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เติบโต ส่งผลให้จำนวนแรงงานในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงต้องลงทุนด้านการศึกษา และพัฒนาปัจจัยพื้นฐานระบบเศรษฐกิจมหภาค เพื่อให้แน่ใจว่าตลาดแรงงานจะสามารถรองรับกับจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นได้

ผลสำรวจยังพบว่า เวียดนาม อินเดีย และบังคลาเทศ จะเป็น 3 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดระหว่างปี 2559-2593 เฉลี่ยที่ราว 5% ต่อปี ขณะที่มีอัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร (GDP per capita) อยู่ที่ 4.1-4.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่า โดยจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 3.1% ต่อปี ด้านสหรัฐฯ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรอยู่ที่ 1.3% ต่อปี

สหรัฐฯ ผู้นำประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุด

หากเปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยต่อหัว (Average income) ยังพบว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะยังคงมีระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียที่จะค่อยๆปิดช่วงห่างรายได้ให้แคบลง โดยในปี 2593 สหรัฐฯ จะยังเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในกลุ่ม G7 ตามด้วยเยอรมนี แคนาดา และสหราชอาณาจักร

ในปี 2559 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของสหรัฐฯ สูงเป็น 4 เท่าของจีนและเกือบ 9 เท่าของอินเดีย แต่ในปี 2593 คาดว่าช่วงห่างรายได้นี้จะแคบลงโดยระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของสหรัฐฯ น่าจะเป็น 2 เท่าของจีน และ 3 เท่าของอินเดีย แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ในแต่ละประเทศจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วยเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีทิศทางที่ดีและกลายเป็นกลุ่มประเทศที่น่าจับตามอง  แต่กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการเติบโตในระยะยาว ทั้งในแง่ของการพัฒนาด้านการศึกษา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังต้องสามารถมองข้ามปัจจัยที่สร้างความผันผวนในระยะสั้นไปให้ได้

“สำหรับประเทศไทยต้องเร่งวางแผนเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรที่จะเปลี่ยนแปลงในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลอาจมีมาตรการสนับสนุนให้ภาคการผลิตนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อทดแทนแรงงานที่จะลดลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นให้ครอบครัวไทยมีบุตรมากขึ้น ผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อลดปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง และกระตุ้นให้คนไทยออมเพื่อการเกษียณอายุให้มากขึ้น เพื่อลดภาระของรัฐบาลและการใช้จ่ายของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ที่อาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้า” ศิระ กล่าวทิ้งท้าย   

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact