ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด (Food Factors) ที่รับผิดชอบดูแล 2 สาขาหลักของธุรกิจในกลุ่มคือ ธุรกิจซัพพลายเชน และธุรกิจอาหาร พูดไว้อย่างน่าสนใจเมื่อครั้งงานแถลงข่าวการซื้อหุ้นของซานตาเฟ่ว่า ก่อนหน้านั้นกลุ่มบุญรอด เอง มีการทำธุรกิจอาหารมากว่า 10 ปี ตั้งแต่ร้านเอส 33 ฟาร์มดีไซน์ จนถึง ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji แต่ภาพของมันยังออกมาไม่ชัดเจน การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการ Reposition ฟู้ด แฟคเตอร์ จึงเกิดขึ้น เพื่อเข้ามาดูแลทั้งซัพพลายเชนของธุรกิจอาหารที่ทำ
เขายังบอกอีกว่า ธุรกิจอาหารที่ทำตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต กลางน้ำ คือจัดจำหน่าย และปลายน้ำคือร้านอาหาร จะเข้ามาช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยธุรกิจร้านอาหาร ที่ถูกมองว่ากำลังถูกดิสรัปท์จากเทคโนโลยี ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เพียงแต่จะต้องมีการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ก็คือ การเข้ามามีบทบาทของแอพพลิเคชั่นที่เป็น Food Aggregator ที่เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการขายผ่านช่องทางดิลิเวอรี่ ซึ่งกลายเป็นการเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค แน่นอนว่า แม้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้บริการที่ร้าน แต่หากมีการปรับตัวให้ทัน พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็น AI หรือบิ๊กดาต้า ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เข้าใจความต้องการของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่อีโคซิสเต็มอื่นๆ อย่างธุรกิจอาหารที่ขายเข้าร้านค้าปลีก ข้อมูลที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้บริการจริง จะเข้ามามีบทบาท และทำให้ธุรกิจอาหารที่สิงห์ขยายเข้าไปทำนั้น มีโอกาสที่จะเติบโตได้แบบยั่งยืนในระยะยาว
“ธุรกิจฟู้ดรีเทล ความสำคัญของสาขา นอกจากจะเป็นเน็ตเวิร์คในการเข้าถึงลูกค้าที่ดีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นรีเสิร์ชเซ็นเตอร์ในการทดลองสินค้าใหม่ๆ ซึ่งการเข้าใจความต้องการของลูกค้า จะทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดออกมาได้โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเหมือนในอดีต”