นั่นคือภาพใหญ่ของประเทศต่อเรื่องดิจิทัล ที่แน่นอนว่าจะกระทบต่อพวกเราทุกคนอย่างแน่นอน ขยับลงมากับเนื้อหาที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ในหัวข้อ “The Rise of the Platform Economy” โดย ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสายงานวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ความน่าสนใจของหัวข้อนี้คือการยกตัวอย่างกรณีศึกษาเพื่อมาเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจได้อย่างเห็นภาพ โดยดร.สมประวิณ ได้เริ่มต้นด้วยการทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นภาพเดียวกันจากรูปแบบของ “ตลาด”
โลกของเรารู้จัก “ตลาด” และ “การแลกเปลี่ยน” มาตั้งแต่ 700 ปีก่อน แต่รูปแบบธุรกรรมของการซื้อขายในวันนั้น กับวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง อย่างปากคลองตลาด แหล่งรวมร้านค้าปลีกดอกไม้ที่สำคัญของประเทศ ที่มีร้านค้ากว่า 1,500 ร้าน
ดร.สมประวิณ ตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะไปซื้อดอกไม้ เราจะเลือกอย่างไรใน 1,500 ร้านนี้ แน่นอนว่า เราต้องดูว่าจะซื้อไปทำอะไร ดูว่าร้านไหนมีคุณภาพที่ดี และราคาที่เหมาะสม
แต่ในความเป็นจริงแล้วมีข้อจำกัดเกิดขึ้นมากมายในการเลือกซื้อ อาจจะทำให้เราเลือกร้านที่ใกล้ตัวมากที่สุด นั่นสะท้อนให้เห็นว่าเราตัดสินใจทำธุรกรรมการซื้อขายบนข้อจำกัด เราไม่สามารถเห็นข้อมูลของร้านต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน จนทำให้ไม่สามารถประเมินว่าร้านไหนคือสินค้าที่ดีที่สุดตามที่เราต้องการ
มาวันนี้ “ตลาด” ถูกสร้างพื้นที่ใหม่ ที่เรียกว่า ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีสิทธิ์เลือกว่าร้านไหนคือร้านที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา โดยไม่ถูกจำกัดด้วยปัจจัยบางอย่าง
เมื่อตลาดเปลี่ยน ระบบเปลี่ยน ดร.สมประวิณ ก็ได้อธิบายต่อไปถึงการจัดสรรด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะเปลี่ยนในสามมิติ คือ ตลาด, สินค้า และ Ecosystem
เรื่องของตลาด โลกของข้อมูลและออนไลน์ จะเอื้อให้เกิดการรีวิวผ่าน Social Reputation เราสามารถประเมินคุณภาพ ราคา บริการของร้านต่างๆ ในตลาดผ่านการเปรียบเทียบได้อย่างเสรี กฎเกณฑ์แบบเดิมถูกทำลายไป ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจบนข้อมูลเดียวกัน
สินค้า วิธีการมองสินค้าจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของการ Sharing Economy เมื่อก่อนเราตีราคาสินค้าจากความเป็นเจ้าของ แต่วันนี้การตีราคาเปลี่ยนไปเป็นการตีราคาตามที่ใช้จริง