โดยตั้งเป้าขยายธุรกิจเชิงรุกไปที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ (High Demand Solutions for Critical Infrastructure)
• Finance/Banking Solutions อาทิ Core Banking, Payment Service, Data Center for Banks จากลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี ฯลฯ รวมมูลค่ากว่า 3,000-4,000 ล้านบาท
• Airport Solutions จากโครงการระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (CUTE) และ ระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย ที่มีมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท
• Cyber Security เฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจต่างๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงการที่ พรบ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 2562 จะบังคับใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงมีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมมูลค่า 200-300 ล้านบาท
• Network Solution ที่เกี่ยวข้องกับ Nationwide Fiber Optic, IP Telephony จากกระทรวงมหาดไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย และอื่นๆ รวมมูลค่า 2,000 ล้านบาท
2. กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (High Recurring Rev. Projects) โดยในปี 2562 กลุ่มสามารถมีรายได้ประจำอยู่ที่ 5,400 ล้านบาท และในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการของสายธุรกิจ ICT ที่ในปีนี้มีโอกาสเข้าร่วมประมูลประมาณ 2 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บมจ.ท่าอากาศยานไทย ธนาคาร และสถาบันการเงิน เป็นต้น
3. กลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง (High Future Growth Business) นอกเหนือจากการลงทุนในธุรกิจสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) และการนำสายไฟลงดิน (Underground Cable) รวมถึงธุรกิจด้านพลังงาน (Solar Energy) ในปีนี้ กลุ่มสามารถ เตรียมนำบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ หรือ SAV เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 2 โดย SAV เป็นบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น (Holding company) และเน้นลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจการจราจรทางอากาศ หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจราจรทางอากาศ