3. ประเมินผลได้ทันที
เมื่อนำ 5G มาใช้ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและสามารถเข้าถึงแพทย์ได้รวดเร็วขึ้น หุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ จะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วัดและบันทึกสัญญาณชีพ (Vital Sign) เช่น วัดความดัน, วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), วัดชีพจร, วัดอุณหภูมิ และส่งต่อข้อมูลไปยังแพทย์ เพื่อประเมินผลได้ทันที
เนื่องจากในปัจจุบัน ยังต้องมีการเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทางหุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการติดตามเฝ้าระวังอาการระหว่างผู้ถูกเฝ้าระวังผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล รวมถึงล่ามภาษาจีน
นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์โรงพยาบาลโรคทรวงอก กล่าวถึงความจำเป็นของการใช้หุ่นยนต์ในมุมมองของแพทย์ผู้นำไปใช้งานว่า “การที่โรงพยาบาลขาดหน้ากาก หรือชุดป้องกันเชื้อโรค เป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่เมื่อเรามีหุ่นยนต์จะสามารถช่วยลดการใช้สิ่งของเหล่านี้ได้ โดยให้นึกภาพตามว่า หากมีผู้ป่วยมากขึ้น ในหนึ่งวัน หมอและพยาบาลเข้าไปดู ต้องใช้ชุดและหน้ากากเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเราสามารถใช้ให้หุ่นยนต์ทำงานแทนในงานบางอย่างที่เราไม่ต้องเข้าไปก็ได้เช่น การวัดไข้ วัดความดัน นำยาไปส่ง หรือนำอาหารไปส่ง ส่วนแพทย์พยาบาลจะเข้าไปในกรณีการเจาะเลือด หรือเข้าไปช่วยชีวิต ซึ่งหลังจากเคสโควิด-19 ผ่านไป เราก็ยังสามารถใช้หุ่นยนต์สำหรับเคสโรคระบาดอื่น ๆ ได้”
“อีกทั้งที่โรงพยาบาลทรวงอกมีหุ่นยนต์ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และAIS ใช้กับเคสไวรัสโควิด-19 จำนวน 1 ตัว ซึ่งในการเรียนรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไม่ยุ่งยาก เพราะระบบต่างๆ ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย และมีภาพ เสียงคมชัดตามสัญญาณ 5G ของ AIS”
ในเบื้องต้นหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ เริ่มถูกนำไปใช้งานเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว 3 แห่ง ได้แก่
1. โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 2 ชุดเป็นแบบตั้งโต๊ะ
2. โรงพยาบาลทรวงอก จำนวน 1 ชุด เป็นแบบ Mobile Robot
3. โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จำนวน 1 ชุด เป็นแบบตั้งโต๊ะ
นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการสร้างจำนวนมากขึ้นและการพัฒนาโปรแกรมใหม่โดยเฉพาะ และยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายสัญญาณ 5G ไปยังสถานพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดเพิ่มเติมอีกด้วย