นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับด้านเสถียรภาพทางการเงินจากหลายสถาบัน อาทิ สถาบัน JCR (Japan Credit Rating Agency) ให้ AAA ด้าน Long-term Issuer Rating, S&P Financial Strength Rating ให้ A+ ด้าน Financial Strength Rating, สถาบัน Moody’s Investors Service ให้ Aa3 ด้าน Insurance Financial Strength Rating เป็นต้น
ปี 2540 กลุ่มโตเกียวมารีน เริ่มขยายธุรกิจประกันชีวิตเข้าสู่ประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ไทยเจริญประกันชีวิต จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท ต่อมาได้ร่วมทุนกับ บริษัท โตเกียว มารีน แอนด์ นิจิโด ไฟร์ อินชัวรันส์ จำกัด และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท มิลเลียไลฟ์อินชัวรันส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จุดเปลี่ยนสำคัญ เกิดขึ้นในปี 2553 หลังจากมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทางบริษัทได้วางกลยุทธ์เริ่มขยายธุรกิจไปสู่ช่องทางการขายผ่าน “ตัวแทน” อย่างจริงจัง มีการเปิดสาขาพร้อมกันทั่วประเทศถึง 7 สาขาแรก โดยปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศ แล้วรวม 21 สาขา ภายใต้การนำทัพของ “สมโพชน์ เกียรติไกรวัล” นักบริหาร และนักขายมือทองที่มีประสบการณ์ทางการงานขายประกันชีวิตมานานหลายทศวรรษ
โดยภารกิจสำคัญในครั้งนั้น อยู่ที่การสร้างทีมขายที่แข็งแกร่งเพื่อให้โตเกียวมารีนสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่บนสมรภูมิธุรกิจการประกันชีวิตในตลาดเมืองไทย
ทศวรรษแห่งความสำเร็จ
จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำกว่าศูนย์ และการดำเนินธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้จนเกือบจะถอดใจถอนธุรกิจกลับประเทศญี่ปุ่น แต่วันนี้โตเกียวมารีนประกันชีวิตได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นบริษัทประกันชีวิตแถวหน้าของประเทศไทย พร้อมด้วยมูลค่าสินทรัพย์ที่วันนี้มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านบาท
สำหรับปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของ โตเกียวมารีนประกันชีวิต กับการดำเนินธุรกิจในช่องทางการขายผ่านตัวแทนในตลาดเมืองไทยที่ได้ดำเนินงานมาครบรอบเป็นปีที่ 10 พร้อมความสำเร็จที่นับเป็นสถิติใหม่กับการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้ในทุกมิติ ด้วยอัตราการเติบโตด้านผลประกอบการในปีที่ผ่านมาสูงถึง 140% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้
คุณสมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ. โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปี 2562 ถือเป็นปีที่ดีของทางบริษัทที่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะในช่องทางการขายผ่านตัวแทน
“เราสามารถสร้างสถิติใหม่ได้ทั้งในเรื่องของเบี้ยประกันภัยรับรวม ซึ่งมีจำนวน 5,215 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,248 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยต่ออายุ 3,968 ล้านบาท รวมถึงการสร้างตัวแทนรุ่นใหม่ๆ ที่ปัจจุบันมีตัวแทนทั้งสิ้น 4,344 คน ส่วนปีนี้เป็นการก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 11 เป็น 1 ทศวรรษที่สำคัญของโตเกียวมารีน”
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา โตเกียวมารีนประกันชีวิต ผ่านเหตุการณ์สำคัญมามากมาย ตั้งแต่เรื่องของภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไปจนถึงวิกฤตทางการเมือง ที่แม้ว่าจะส่งผลกับธุรกิจประกันชีวิตค่อนข้างมาก แต่ก็พยายามให้ตัวแทนโฟกัสกับงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยทางบริษัทมองว่า เรื่องของการประกันชีวิต หรือการประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกับสังคมไทย เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันสูงมาก และประกันชีวิตก็เข้ามาเป็นตัวช่วยที่ดีให้กับผู้คนในสังคม
ส่งผลให้วันนี้ประเทศไทยมีคนถือกรมธรรม์ประกันชีวิตมากขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร จากที่เคยมีเพียง 3% เมื่อ 40 กว่าปีก่อน เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันให้การยอมรับเรื่องของการประกันชีวิตกันมากขึ้น แม้เด็กเกิดใหม่ก็เริ่มมีการประกันสุขภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน
“ประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว เราเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวแทนขายของเราที่แต่เดิมจะเน้นการขายความคุ้มครอง ให้เปลี่ยนรูปแบบมาสู่การขายแบบการเป็นที่ปรึกษา ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเรื่องการวางแผนการเกษียณอายุ เรียกว่า แบบประกันบำนาญ ตอนนั้นยังเป็นเรื่องใหม่คนจึงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวแต่พอมองภาพรวมประเทศไทยจะพบว่า ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น และเริ่มเป็นกระแสพูดถึงกันมากขึ้นเมื่อช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา”
ขณะที่โตเกียวมารีน เป็นบริษัทประกันชีวิตเจ้าแรกที่เริ่มรณรงค์ในเรื่องการวางแผนการเกษียณอายุมาอย่างต่อเนื่อง จากที่ไม่มีคนเข้าใจว่าคืออะไร แต่วันนี้ผู้บริโภคก็เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น และปัจจุบันโตเกียวมารีนยังคงเป็นบริษัทเดียวที่มีการทำตลาดอย่างชัดเจนในเรื่องนี้จนกลายเป็นจุดขายที่สำคัญไปในที่สุด
“วันนี้ผลิตภัณฑ์ที่ยังคงเป็นเรือธงของเรา จึงเป็นการประกันชีวิตแบบบำนาญ เพราะเป็นตัวที่ทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ ด้วยเพราะว่าเรามีความแตกต่างจากคนอื่น ทำให้ประกันชีวิตแบบบำนาญมีสัดส่วนการขายถึง 30%”
เติบโตด้วย 3 จุดแข็ง
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้โตเกียวมารีนประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่องด้วยกัน คือ ผลิตภัณฑ์ ตัวแทน ความมั่นคงของบริษัท รวมถึงเรื่องของความชัดเจนและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ด้วยเพราะโตเกียวมารีนเข้าสู่ตลาดเมืองไทยช้ากว่าคู่แข่งขัน รายอื่นๆทำให้ต้องมีการวางคอนเซ็ปต์การขายที่ค่อนข้างชัดเจนโดยจะให้น้ำหนักกับการสร้าง “ผลิตภัณฑ์” ที่ต้องโดดเด่นในเรื่องคุณภาพ และต้องแตกต่างจากแบบประกันที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป เพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก
โดยโตเกียวมารีน เลือกที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบ แผนบำนาญรายบุคคล (Pension Choice) ที่สามารถเลือกวางแผนได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล การันตีเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้นทุกปี จนถึงครบอายุ 80 ปี หรือ 90 ปี และด้วยความสำเร็จในการนำเสนอแบบประกันบำนาญ ยังส่งผลไปที่ Brand Perception ของโตเกียวมารีน เพราะเมื่อใดผู้บริโภคนึกถึงโตเกียวมารีน ก็จะนึกถึงแผนประกันชีวิตแบบบำนาญไปโดยปริยายด้วย
“เรากล้ายืนยันว่าเราเป็นผู้นำในการประกันแบบบำนาญ เพราะผมพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามรณรงค์มาตลอด 10 ปี เพื่อพยายามทำให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญ และเตรียมพร้อมให้กับการดูแลตัวเองในอนาคต และตอนนี้สังคมไทยก็กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว”
การเสริมสร้างประสิทธิภาพ ความแข็งแกร่งและจรรยาบรรณให้กับ “ตัวแทนขาย” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่โตเกียวมารีนให้ความสำคัญและได้ทำไปพร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต้องตอบโจทย์
ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และการจะผลักดันให้ตัวแทนขายก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจก็ต้องอาศัยการฝึกอบรมที่ต้องมีทั้งศาสตร์ และศิลป์ควบคู่ไปด้วย
อีกหนึ่งจุดแข็งของโตเกียวมารีน คือ การมีผู้นำที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานกว่า 40 ปี ทำให้มีความเข้าใจในตัวแทน และรู้ว่า ต้องสร้างบรรยากาศให้ตัวแทนขายอยู่ในอารมณ์แบบไหน เพราะหากทำให้ตัวแทนตกอยู่ในสภาพอารมณ์ที่มีแต่ความรู้สึกว่า เศรษฐกิจไม่ดี บ้านเมืองมีปัญหา คนไม่อยากซื้อประกันชีวิต ก็จะทำให้ตัวแทนไม่มีแรงที่จะผลักดันตัวเองให้ออกไปขาย และอาจพบกับความล้มเหลวในที่สุด
“สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องของการประกันชีวิตก็ยังมีความจำเป็นอยู่มาก และยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีกำลังซื้อ และไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของเศรษฐกิจและการเมือง เราต้องทำให้เขากลับมามองที่ภาพรวมขององค์กรว่า เรามีความพร้อมมากแค่ไหน สินค้าของเราตอบโจทย์หรือไม่ และเรามีอะไรที่ยังสู้สินค้าของคู่แข่งไม่ได้บ้าง และต้องย้ำกับเขาว่า ถ้าคุณมั่นใจว่าสินค้าคุณดีมีคุณภาพมากพอ คุณก็จะรู้สึกมีกำลังใจ และกล้าที่จะออกไปคุยกับลูกค้า เพราะวันนี้ลูกค้าที่มีกำลังซื้อยังมีอยู่อีกมาก”
นอกจากนี้ โตเกียวมารีน ยังมีจุดแข็งในเรื่องของภาพลักษณ์ของการเป็น “องค์กรที่มีความมั่นคง” เป็นลำดับต้นๆ เพราะเป็นบริษัทประกันชีวิตจากประเทศญี่ปุ่นที่มีประวัติการทำธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 140 ปี และยังเป็นบริษัทที่มีค่า CAR RATIO หรืออัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่สูงเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจการประกันชีวิต เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจประกันอื่นๆ
เห็นได้จากเหตุการณ์การเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2554ทางบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการจ่ายสินไหมทดแทนให้กับลูกค้าไปเป็นจำนวนกว่า 4 แสนล้านบาท หรือในเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯเมื่อปลายปี 2554 ทางโตเกียวมารีนได้จ่ายค่าสินไหมถึง 8.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้า คำมั่นสัญญา และความมั่นคงของบริษัทได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ คุณสมโพชน์ เน้นย้ำกับตัวแทนขายอยู่เสมอ คือ ความถูกต้องและชัดเจน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้การนำเสนอการขายในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยซื้อเพราะความเกรงใจจะไม่สามารถปิดการขายได้อีกต่อไป ดังนั้น บริษัทจึงได้ฝึกอบรมให้ตัวแทนของบริษัทเน้นขายความจริงเพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่น และได้ในสิ่งที่ถูกต้อง
“เราจะบอกตัวแทนอยู่เสมอว่า การขายในปัจจุบันต้องขายด้วย Story ของตัวสินค้า และเราเน้นการฝึกอบรมเพื่อสร้างให้ตัวแทนเกิดความมั่นใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการนำเสนอแบบประกันของเรา จะไม่มีคำว่า เงินปันผล เงินสมนาคุณ หรือเงินที่คาดว่าจะจ่าย แต่จะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า ต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่
และจะได้รับเงินคืนเมื่อไหร่ เมื่อครบกำหนดสัญญาจะรับผลประโยชน์อะไรบ้าง”
อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในวาระครบรอบ 10 ปี ของการขยายตลาดไปสู่ช่องทางการขายผ่านตัวแทน ทาง “โตเกียวมารีน โฮลดิ้ง” ประเทศญี่ปุ่น จึงได้เชิญตัวแทนขายจากประเทศไทยเดินทางไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่หลายครั้ง เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการทำธุรกิจประกันชีวิตที่มีมาอย่างยาวนาน
“เราจะพาฝ่ายขายระดับผู้บริหารของเราไปดูว่า ภายใต้ดอกเบี้ย 0% และตลาดที่อิ่มตัวเขาขายกันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการถือกรมธรรม์สูงถึง 350% เฉลี่ย 3.5 กรมธรรม์ต่อคน แต่ค่าเฉลี่ยของคนไทยยังมีไม่ถึง 1 กรมธรรม์ เราจึงจะไปดูว่าตลาดที่อิ่มตัวเขาขายกันอย่างไร ในขณะที่ตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากมาย”