นาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ซีดีจี ได้ให้คำแนะธุรกิจเตรียมตั้งรับ 3 ปรากฏการณ์ความปกติใหม่ หรือ “New normal” โลกธุรกิจหลังวิกฤต พร้อมเตรียมแผนกลยุทธ์ 3P คือ
1. Product มองหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการบนพื้นฐานเทคโนโลยีควบรวมกับความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กร เกิดเป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงตามสภาวะการณ์อย่างทันท่วงที
2. Process การนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนกระบวนการทำงานของลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบรับพฤติกรรมการทำธุรกรรมบนโลกดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น
3. People เสริมศักยภาพให้บุคลากร ปรับแพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็น virtual training และ e-learning นำเทคโนโลยีที่มีมาใช้ เข้าถึงง่ายและเหมาะสมต่อสถานการณ์ ทำให้องค์กรแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยามวิกฤต ต้องมองว่าเมื่อวิกฤตผ่านไป ทุกหน่วยงานที่ต้องการปรับตัวสู่ดิจิทัล จะต้องอาศัยทักษะของคนในองค์กรเพื่อขับเคลื่อนความสามารถของเทคโนโลยี นำพาหน่วยงานหรือธุรกิจ ทำให้การทรานส์ฟอร์มขององค์กรเห็นผล และฝ่าคลื่นดิสรัปชันลูกต่อ ๆ ไป เพื่อความแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว
“ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แม้จะเป็นคำคุ้นหู แต่กลับพบว่ามีเพียง 21% ที่พร้อมรับมือโดยสมบูรณ์จริง ๆ โควิด-19 เชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดครั้งนี้เป็นสนามดิสรัปชันที่เข้ามาท้าทายการบริหารจัดการขององค์กร เข้าใจถึงสถานการณ์ที่ลำบากซึ่งส่งผลต่อการทำงานของหน่วยงานทุกระดับตั้งแต่ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ถึงภาคเอกชน หากลองมองในมุมที่ต่างจะเห็นส่วนที่เป็นโอกาสใหม่ ๆ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างองค์กรและธุรกิจที่ต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กระตุ้นการเกิดการทรานส์ฟอร์มองค์กร เพื่อการบริหารจัดการงานภายในและภายนอกได้อย่างรวดเร็ว เสริมความแข็งแกร่ง และเป็นทางรอดในวิกฤตต่าง ๆ ที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ จึงจำเป็นที่ต้องกระตุ้นให้หน่วยงานทั้งขนาดเล็กและใหญ่เห็นประโยชน์และความสำคัญของเทคโนโลยี คาดว่าวิกฤตนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้องค์กรอีก 79% ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากขึ้น และเชื่อมั่นว่าศักยภาพคนศตวรรษที่ 20 จะช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นำเสนอต่อสังคม หากทุกภาคส่วนมีความตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมทั้งความรู้ความสามารถบุคลากร ศักยภาพของเทคโนโลยี และการประเมินสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือ disruptive waves ให้ถี่ถ้วนมากเพียงพอ”
โดยข้อมูลของ UN คาดว่าจากวิกฤตที่เกิดขึ้นส่งผลให้ GDP หดตัว ร้อยละ 0.9 แทนที่จะเติบโตมากถึง 2.5% ตามที่ทั่วโลกคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ด้านประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงินคาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะติดลบ 5.3% จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นับเป็นสนามดิสรัปชันลูกใหม่ที่เกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว และเป็นตัวผลักดันหน่วยงานทุกภาคส่วนให้เห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต