จากโจทย์นี้ทำให้เอไอเอสค้นหาคำตอบ จนกระทั่งได้แนวทาง “New Normal for Advertising Production” ที่ก้าวผ่านทุกอุปสรรค จนสามารถสื่อสารเรื่อง 5G ผ่านการทำงานบนหลักการ 3 เรื่องคือ
1 Think Beyond ต้องคิดอะไรที่ไม่ซ้ำเดิม แม้จะมีข้อจำกัด ต้องแตกต่างมีความครีเอทีฟอยู่เสมอในการทำงาน ทั้งเนื้อหาและวิธีการ
2 Partner Matter ไม่ว่าจะเป็นพรีเซนเตอร์ โปรดักชั่น ทุกคนทำงานร่วมกันบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น
3 Always Engage ถ้าสื่อสารในวิธีการเดิมๆ ในช่วงเวลานี้อาจจะสร้าง Engage ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ
ศิวลี ยังเล่าอีกว่า เราเรียนรู้จากทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างครั้งนี้ก็ทำให้เห็นว่าเราปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ในฐานะที่เราเป็นแบรนด์ที่ต้องดูแลลูกค้ากว่า 42 ล้านราย เราต้องนำนวัตกรรมที่มีมาสร้างประโยชน์ให้กับคนไทย
“มีบทเรียนมากมายที่ผ่านเข้ามาในทุกๆ เหตุการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้เรานำมาเป็นวิธีคิดในการทำงานทุกครั้งมี 3 เรื่องคือ ‘No Fear’ อย่ากลัวที่จะคิดเรื่องใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไรก็ตาม สอง ‘Difference or Die’ ต้องคิดสิ่งที่แตกต่างอยู่เสมอโดยไม่ได้อิงของเดิม แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในบางเรื่องเราไม่สามารถนำกลับมาใช้แล้วจะสำเร็จได้อีก เพราะพฤติกรรมลูกค้า และตลาดเปลี่ยนอยู่เสมอ และสุดท้ายคือ ‘Fighter’ เราต้องเป็นนักสู้อยู่เสมอ ในการทำสิ่งใหม่ๆ”
อีกหนึ่งความได้เปรียบของเอไอเอสคือการมี “น้องอุ่นใจ” ที่มีคาแร็คเตอร์เฉพาะตัว ผู้คนมีความคุ้นเคย เข้าถึงลูกค้า มาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารช่วงโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเกิดโรคระบาด มาจนถึงตอนนี้ บทบาทของน้องอุ่นใจผ่าน Content ในสื่อช่องทางต่างๆ ของเอไอเอสก็สามารถสร้าง Engagement ได้เป็นอย่างดี