BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
13,114
VIEWS

ถ่ายทอดทุกความรู้สึก วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ คุณอยู่ที่ไหน? ทำอะไรอยู่?

ต.ค. 13, 2560 S.Worapol

ตั้งแต่เช้าถึงเย็นของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เชื่อว่าทุกคนคงจะติดตามข่าวสารจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำภารกิจประจำวันอย่างแน่นอน

มีข่าวจากแหล่งข้าวโน้นบ้าง แหล่งข่าวนี้บ้าง บ้างก็ว่าวงในสุดๆ บ้างก็ว่าเขาพูดกันมา จนเกิดความสับสนกันไปหมด

ถ้าถามว่าจำได้หรือไม่กับความรู้สึกเมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนยังคงจำได้มิลืมเลือน วันนั้นอยู่ที่ออฟฟิสบรรยากาสค่อนข้างเงียบสงบต่างไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องข่าวในหลวงสักเท่าไหร่ เพราะสองสามวันที่ผ่านมามีข่าวลือหนาหูแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นเรื่องจริง วันนี้ก็เช่นกันผมยังคงมีความหวังให้ผ่านวันที่ 13 ตุลาไปอีกวัน ให้ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ข่าวลือ

จนกระทั่งได้นั่งรถโดยสารกลับบ้านและยังคงติดตามข่าวสารและเห็นว่าจะมีประกาศจากสำนักพระราชวังในช่วงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม จิตใจตอนนั้นคิดไปต่างๆ นาๆ ยอมรับเลยว่า 90% คิดว่าเป็นข่าวร้ายแน่นอน แต่ในใจก็ยังคงมีความหวังให้เป็นประกาศเรื่องพระอาการประชวรที่ดีขึ้น หรือแค่ทรงทุเลาลงก็ยังดี 

เวลาประมาณ 1 ทุ่มได้เปิดช่องทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้และช่วงเวลาที่สัญญาณรวมการเฉพาะกิจตัดเข้ามาก็มาถึง เเค่เห็นแว๊บเเรกก็รู้ได้ทันทีว่านี่คงไม่ใช่ข่าวดี ทั้งฉากหลังและผู้ประกาศแสดงให้เห็นว่าประเทศได้สูญเสียพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งไปเสียเเล้ว

หูเริ่มอื้อ ไม่ได้ยินเสียงจากผู้ประกาศน้ำตาพร้อมเสียงสะอื้นของตัวเองก็เกิดขึ้นขึ้นบนรถโดยสาร ผู้ร่วมทางบางท่านที่เปิดดูก็มีอาการไม่ต่างกัน จนมีเสียงจากคุณป้าท่านนึงถามว่าเป็นอะไรหนู ผมไม่สามารถตอบได้ เลยยื่นโทรศัพท์ให้ดู คุณป้าพูดว่า สิ้นแล้วหรอ ทั้งรถน่าจะได้ยินพร้อมกันเพราะหลังจากนั้นเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นในรถโดยสาร ยิ่งทำให้บรรยากาศในตอนนั้นโศกเศร้าจนบอกไม่ถูก

นี่คือประสบการณ์และความรู้สึกของวันที่ 13 ตุลา เมื่อปีที่แล้วของผู้เขียน ที่ยังคงจำได้ในทุกอารมณ์และความรู้สึก 

ซึ่งมีผู้ใช้งานจากเว็บพันทิพในชื่อ สมาชิกหมายเลข 2228001 ได้ตั้งกระทู้ถามว่า ตอนมีแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ของเย็นวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 ทุกคนกำลังทำอะไรกันอยู่หรือครับ

ซึ่งเราได้หยิบเอาบางความเห็นออกมานำเสนอ โดยสามารเข้าไปอ่านฉบับเต็มกันได้ที่ https://pantip.com/topic/35705184

นับว่าเป็นการเข้ามาแสดงความเห็นและถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกันในช่วงเวลาที่บีบหัวใจคนไทย

 

สมาชิกหมายเลข 2228001

บ้านผมเป็นร้านขายของ และอยู่ในตลาดสด ผู้คนพลุ่งพล่านไปหมด เป็นไปตามปกติเช่นเคย แม่ค้าพูดจาหยอกล้อ สีหน้ายิ้มแย้ม ในตลาดก็มีโทรศัพท์ขนาดใหญ่เปิดอยู่ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนว่า ดูทีวีสิ ทำไมมันเป็นสีดำล่ะ ? แล้วก็ตัดภาพมาที่ผู้ประกาศข่าวใส่ชุดสีดำสนิท และฉลากหลังก็เป็นสีดำ ตอนนั้นตลาดก็เงียบลงแบบพร้อมใจกันจ้องไปที่จอโทรทัศน์นั้น เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของแต่ละคน บางคนเห็นคนประกาศข่าวใส่ชุดสีดำก็เริ่มน้ำตาคลอเบ้าแล้ว เมื่อเริ่มพูดพระนามแล้วได้ยินคำว่า "สวรรคต" คนในตลาด ต่างน้ำตาร่วง ที่บ้านผมลูกค้าก็หยุด แล้วดูไปที่จอโทรทัศน์แล้วทุกคนก็ตาแดงก่ำ บางคนไม่ดูรีบเดินออกไปจากร้าน พอแถลงการณ์เสร็จ แม่ค้าในตลาด ทำหน้าตาสิ้นหวังและรีบเก็บขาวของ ตลาดจากที่เลิก 2 ทุ่ม กลายเป็น 1 ทุ่มก็เงียบเสียแล้ว รถไม่มีวิ่ง เงียบทั้งตำบล ตื่นเช้ามาของวันที่ 14 ตุลาคม ชาวบ้านก็ออกมาซื้อของทำกับข้าวตามปกติ ด้วยชุดสีดำ-ขาว และสีหน้าที่ไม่ยิ้มแย้มเหมือนทุกวัน

 

ผู้ใช้งานชื่อ Pijika_AmanOzaa

ของผมเริ่มตั่งแต่วันที่ 12 มีสัญญาณต่าง ๆ เริ่มจากหุ้นตกมาหลายวัน พี่ที่ทำงานเลยบอกว่าแน่ ๆ เลย ผมเลยเร่งหาข่าวซึ่งมันมีปรากฎการณ์หลายอย่าง อย่างพระบรมวงศ์สาทุกพระองค์ไปศิริราช นายกยกเลิกงานไปศิริราช จนเมื่อผ่านวันที่ 12 ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งผมโล่งใจมากในวันนั้นคิดว่าคนต้องแตกตื่นสร้างข่าวปลอมกันแน่นอนมาถึงบ่ายของวันที่ 13 มีการเก็บสมุดลงนามถวายพระพร มีการเตรียมการอะไรบางอย่าง เหมือนสิ่งที่กลัวมันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ อารมณ์เหมือนหนังที่คิดว่าจะไม่มีอะไรแล้ว แค่ข่าวลือธรรมดา แต่เหตุการณ์หลายๆ  อย่างมันฟ้องว่าของจริงแล้ว จากนั้นไลน์ก็วิ่งกันอย่างบ้าคลั่งทุกเบาะแสไปในทางเดียวกัน ผมหยุดทุกอย่างเพราะอยากให้มันเป็นแค่ข่าวลือ

จากนั้น สื่อนอกก็มา คือกำลังด่าในใจ หลังจากนั้นก็มีในออฟฟิตที่เป็นข้าราชการยืนยันมาเนื่องจากได้รับคำสั่งก่อน ผมก็บอกตัวเองอีกว่าไม่จริงหรอก ถ้าไม่มีคำยืนยันผมถือว่าทั้งหมดมันคือเรื่องโกหก จากนั้นเสียงเพลงตอนประมาณใกล้ ๆ จะทุ่มเสียงเพลงขึ้น หัวใจผมเย็นวาป จุก ตอนนั้นไม่มีแรงทำอะไรแล้ว แล้วก็มีผู้ประกาศข่าวชายคนหนึ่งแถลงการณ์ตอนนั้นหัวใจผมว่า ไม่มีปาฏิหารย์แล้วจริง ๆ ซินะ มันพูดไม่ออก เดินออกไปเหมือนคนไร้อารมณ์ มันเหมือนคนโดนเอาไม้ฟาดหัว มันชา บรรยากาศรอบตัวมันเงียบเหมือนโลกดับวูบ บรรยากาศรอบตัวมันหมือนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เข้า social เพื่ออัพเดทข่าวก็มีแต่ความเสียใจ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเรื่อยๆ บนรถเมล์ จนถึงบ้านพบว่าตัวเองหมดแรง หมดแล้วจริงๆ หัวใจมันถูกบีบ มันไม่อยากทำอะไร ไม่มีแรงจะพูด ทุกอย่างหายไปหมด และหมดวันนั้นเพื่อเริ่ม อีกวันที่รู้ว่า เมื่อวานคือวันที่สิ้นสุดรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และวันใหม่คือรัชสมัยรัชกาลที่ 10

นอกจากนี้ ทางเว็บไซต์ happeningbkk ร่วมรำลึกถึงวันที่ยากจะลืมในชีวิตของคนไทย ผ่านประสบการณ์ตรงของคนหลากหลายอาชีพ ที่จะมาร่วมเล่า “วันนี้ปีที่แล้ว” ตลอดเดือนตุลาคม ก่อนที่เรา “พสกนิกรชาวไทย” จะส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ สู่ฟากฟ้าสุราลัย ผ่านคอนเทนต์ชิ้นนี้ http://happeningbkk.com/2017/10/07/13-oct-59/

ซึ่งทาง BranAgeOnline ได้ขออนุญาตจากทางเว็บไซต์ happeningbkk ในการนำบทความมานำเสนอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

October 13th 2016, it started to be a busy day for me at the shop. I heard all sorts of rumors and told my friends to think positive and just pray. I didn’t have time to run through Facebook but did so in the early afternoon. News was spreading indirectly via social media and I felt a deep sense of sadness sinking into me, I couldn’t work and didn’t want to talk to anyone.

I was told an official announcement would be made that evening. I went home and sat in front of the television waiting for the news hoping it would be an announcement to dispel the rumors but it was not so. I remember sitting in darkness until 3:00 a.m. the next morning with the television on and tears silent still rolling down my cheeks. I think like every Thai you just don’t want this news to be true. The next few days I went off to the Grand Palace and sat amongst the many Thais in Sanam Luang.

Being in Thailand for over 30 years, I have in my own way followed His Majesty King Bhumibhol’s works and teachings. Every December 4th, I would make sure I go home in time to listen to his birthday speeches. It was a highlight for me as it made me feel so much like a Thai citizen to be able to listen to what the King and Father has to say to his people. Through His Majesty’s wit and humor he would teach his people in the way like a father would do to his children and his family. He taught not only by teaching but also by doing and that has made Thailand what it is through his countless Royal projects across the nation.

Many times people tell me how lucky and fortunate people of other countries are … I always reply back “Do you realize how lucky and fortunate Thai people are?” “Thai people have King Bhumibhol and that is the greatest blessing one can have” I feel so blessed to be able to be living and working in Thailand under his reign. I may not be a Thai citizen but I always pray that if ever there is a next life, I be reborn a Thai just to be able to be a small part of carrying on his words and teachings. Even though His Majesty is no longer with us but he will always be in our hearts and lives and his footprint will be embedded throughout the nation forever.

(คำแปลภาษาไทย)

วันที่ 13 ตุลาคม 2560 เริ่มต้นขึ้นอย่างวุ่นวายกับงานที่ร้าน คริสได้ยินข่าวลือมากมาย แต่ก็บอกเพื่อนๆ ให้คิดบวกและภาวนาไว้ คริสไม่มีเวลาเปิดเฟซบุ๊ค แต่เมื่อเข้าไปดูในตอนบ่าย ข่าวมากมายก็แพร่สะพัดไปในสังคมออนไลน์ คริสค่อยๆ จมดิ่งลงในความเศร้าอย่างลึกซึ้ง ทำงานไม่ได้ และไม่อยากพูดกับใครทั้งนั้น

คริสได้ยินว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในตอนค่ำ คริสจึงกลับบ้านไปนั่งรออยู่หน้าโทรทัศน์ คาดหวังว่าจะเป็นประกาศแก้ไขข่าวลือ…แต่ก็ไม่ใช่…คริสจำได้ว่าคริสนั่งอยู่ในความมืดจนถึงตีสาม โทรทัศน์ยังคงเปิดและน้ำตาก็ยังคงไหลอาบแก้ม คริสคิดเหมือนคนไทยทุกคนว่าไม่อยากให้ข่าวนี้เป็นจริงเลย ตลอดสองสามวันต่อมา คริสไปที่พระบรมมหาราชวัง และนั่งอยู่กับคนไทยทั้งหลายที่สนามหลวง

คริสอยู่ในเมืองไทยมากว่าสามสิบปี ติดตามพระราชกรณียกิจและคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกวันที่ 4 ธันวาคม คริสจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อฟังพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ช่วงเวลาสำคัญนั้นทำให้คริสรู้สึกเหมือนเป็นประชาชนไทยที่ได้มาฟังพระมหากษัตริย์และพระบิดาแห่งชาติทรงมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรของพระองค์

ด้วยพระราชอารมณ์ขันและไหวพริบ พระองค์ทรงสอนประชาชนด้วยวิธีเดียวกับที่พ่อสอนลูกและครอบครัว นอกจากการสอนด้วยพระราชดำรัส ยังทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง ด้วยพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำรินับไม่ถ้วนทั่วประเทศ

หลายครั้งที่ผู้คนบอกคริสว่าประชาชนของประเทศอื่นช่างโชคดี…คริสจะตอบกลับไปเสมอว่า “คุณไม่รู้หรือว่าคนไทยโชคดีแค่ไหน?”…”คนไทยมีคิงภูมิพล เป็นพรอันประเสริฐที่สุดแล้ว” คริสรู้สึกว่าช่างโชคดีที่ได้อยู่อาศัยและทำงานที่ประเทศไทยในรัชสมัยของพระองค์ คริสอาจไม่ได้ถือสัญชาติไทย แต่คริสอธิษฐานเสมอว่าถ้าหากมีชาติหน้า ขอให้คริสได้เกิดเป็นคนไทย และได้มีโอกาสเป็นส่วนเล็กๆ ที่สืบสานคำสอนของพรองค์ แม้ว่าพระองค์จะไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว แต่พระองค์จะสถิตย์ในหัวใจและชีวิตของเราตลอดไป รอยพระบาทยังคงจารึกอยู่ทั่วประเทศตราบนิรันดร์

Kris Gomeze เจ้าของร้านจักรยาน Velotique ชาวมาเก๊าที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 30 ปี

(วันที่ 13 ตุลา) เมื่อปีที่แล้วปันกำลังเตรียมตัวอยู่หลังเวทีเพื่อจะขึ้นโชว์ ตอนนั้นปันไปทำงานที่ญี่ปุ่น ทันทีที่ทราบข่าวการสวรรคตทุกคนร้องไห้ แต่ด้วยสปิริตของนักแสดง เมื่อขึ้นบนเวทีแล้วต้องคุมอารมณ์ให้ได้ เราฝืนยิ้มกันได้แต่น้ำตานี่ไหลอย่างควบคุมไม่ได้ โชว์จบก็มาร้องกันต่อ มันทรมานมาก เป็นโชว์ที่ยากที่สุดในชีวิตของปันเลย สำหรับปันนี่คือการสูญเสียบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนหนึ่งไป

Pangina Heals (ปันปัน) Entertainer

วันนั้น อยู่ที่ทำงาน (บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต) ก็คงเป็นเหมือนคนไทยทั่วทั้งประเทศที่ห้วงเวลานั้น ใจทุกคนจดจ่ออยู่กับข่าวพระอาการประชวรของในหลวง ร ๙ เราเองก็เหมือนกัน เฝ้าติดตามข่าวจากทุกๆ ช่องทาง โดยเฉพาะจากโซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางที่เร็วที่สุด ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง บางอย่างที่เป็นข่าวไม่ดีเราก็นึกในใจ.. ไม่จริง ไม่เชื่อ … มันต้องมีปาฏิหาริย์ ท่านต้องหายจากประชวรสิ.. เหมือนอย่างทุกๆ ครั้ง

ตั้งแต่คืนวันที่ 12 ต่อเช้าวันที่ 13 ก็ใจไม่ดีตลอด มันโหวงๆ แต่ที่ทำได้ก็คือ นั่งสวดมนต์ … บรรยากาศทั้งบริษัทฯ ก็เงียบ เศร้าสร้อย ไม่มีใครมีกะใจจะคุยกับใคร ต่างก็เฝ้าติดตามข่าว จนข่าวที่ไม่ค่อยดีก็มาเรื่อยๆ และเริ่มเห็นเค้าลางของข่าวร้ายตั้งแต่ทางสำนักพระราชวังเก็บโต๊ะลงนามถวายพระพร ยิ่งเห็นโพสต์ของราชนิกูลบางท่านที่ส่งต่อๆ กันมาทางไลน์ ก็ยิ่งรู้ว่าสิ่งที่คนไทยทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นมันเป็นจริงแล้ว …

สติ คือ สิ่งที่ต้องเรียกกลับมาเป็นอย่างแรกแม้มันจะยากเย็นที่สุด… เพราะเรามีงานที่ต้องทำให้เสร็จ… ด้วยรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารองค์กร เราเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดขององค์กรในห้วงเวลาวิกฤติแบบนั้น ใจเราพุ่งไปหาท่านแล้วอยากไปอยู่ที่ศิริราช ไปรอฟังข่าวด้วยตัวเองแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะความรับผิดชอบ ที่ต้องเตรียมงานสื่อสารถวายความอาลัยทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งมีทั้งเร่งด่วน เช่น สาส์นแสดงความเสียใจสำหรับผู้บริหารที่จะส่งถึงพนักงานในวันรุ่งขึ้น ปรับเว็บไซต์ ปรับแผนลงสื่อ ฯลฯ ทุกอย่างต้องเตรียมให้เสร็จสิ้นในบ่ายนั้น … ทีมงานทุกคนแม้ใจสลาย แต่ก็ต้องตั้งสติ รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น

ตอนขับรถกลับบ้านก็เป็นเวลาพอดีกับที่ท่านนายกฯแถลงการณ์ นั่งฟังวิทยุในรถ ตัวชา น้ำตาไหลแบบที่ไม่รู้จะทำให้หยุดได้ยังไง แขนขามันอ่อนแรง ในหัวก็ได้แต่คิดว่าตกลงมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เหรอ ถึงบ้านก็อย่างแรกเลยคือวิ่งไปกอดแม่ขอที่พึ่งซึ่งช่วยได้มาก เพราะแม่เข้มแข็งมากและมีสติมั่น คืนนั้นผ่านพ้นไปด้วยความยากลำบาก ความรัก ความเศร้า ความสูญเสีย ความคิดถึง ทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาในความรู้สึก ยิ่งได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง เรื่องราวของพระองค์ท่านทางสื่อต่างๆ ยิ่งยากจะทำใจ

งานด้านสื่อสารไม่เคยมีวันหยุดโดยเฉพาะในเวลาสำคัญอย่างนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นแม้ใจสลายแค่ไหน แต่หน้าที่และภารกิจต้องเดินต่อ เราและทีมงานก็เข้ามาทำงานต่อตามแผนและกิจกรรมที่วางไว้ แล้วก็มีการประกาศให้พนักงานหยุดงานเพื่อไปรับเสด็จฯ ท่านที่พระบรมมหาราชวังได้ เราทำได้เพียงส่งใจไป เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำเพื่อเป็นการส่งเสด็จท่านเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และนั่นก็เป็นเหมือนพลังและแรงใจ ที่คอยดึงสติและเป็นแรงผลักดันให้ผ่านช่วงเวลาที่เศร้าโศกที่สุดมาได้ด้วยการตั้งใจทำงานทุกอย่างด้วยสรรพกำลังและความทุ่มเทอย่างเต็มที่ … และเราก็เชื่อว่านั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านอยากจะเห็นจากพวกเราทุกคนในยามที่ทั้งแผ่นดินนองไปด้วยน้ำตา

พรสุรีย์ กอนันทา หน่วยอาสาวมัครจักรยานลาดตระเวนศนามหลวง Bike Volunteer for Dad

วันนั้นทำงานปกติมิกซ์เสียงงานโฆษณา บ่ายๆ ได้ข่าวไม่รู้จริงว่าเท็จ เลยขออนุญาตเลิกงาน รีบขี่รถมาศิริราชแบบไม่รู้ความเร็วแต่รู้ว่าเร็วมาก มาถึงรถวังเต็มไปหมดแต่ที่โรงพยาบาลปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหาที่ว่างสวดมนต์มองไปที่ชั้นที่ในหลวงประทับ ภาวนาให้ปาฏิหาริย์เกิด คนไทยทุกคนสวดมนต์ขอพรให้ในหลวงอยู่กับพวกเรานานกว่านี้ จนถึงเวลาประกาศเวลาที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน ทุกคนร้องไห้ไม่อายกัน เราเดินออกมาจากรพ.แบบหมดแรง ที่ยึดเหนี่ยวทางใจตั้งแต่เกิดไม่มีแล้ว นอนไม่หลับ นอนร้องไห้ทั้งคืน พยายามคิดว่าในหลวงไปสบายแล้วแต่ความเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากให้ท่านจากไป จนถึงวันนี้อาการคืนวันนั้นยังไม่หายไป ความรักเป็นแบบนี้นี่เอง ในหลวงจะอยู่ในใจเราตลอดไป

อลงกต เอื้อไพบูลย์ ผู้กำกับ

วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว กำลังเข้าอบรมเรื่อง “Telling Story” โดยคุณจุ้ย ศุ บุญเลี้ยง ที่โรงแรมย่านพระราม 9 พร้อมกับทีมงานสื่อสารองค์กร ดอยคำฯ ซึ่งการอบรมเริ่มบ่ายโมงตรง แต่ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะไม่มีสมาธิ คอยดูข่าวสารที่ส่งผ่านโซเลชียลมีเดียตลอด ต้องคอยปาดน้ำตาจนไม่กล้ามองหน้าใคร จนกระทั่งเกือบบ่ายสองโมง ผมและทีมงานตัดสินใจกลับออฟฟิศโดยด่วน แม้ว่าจะได้ข่าวคราวไม่สู้ดีมาหลายวันก่อนหน้า แต่วันนั้นก็กลั้นความรู้สึกไม่ได้ ขับรถไปทั้งน้ำตานองหน้า รู้สึกเหมือนใจสลาย

ในช่วงที่ผมเป็นช่างภาพของเครือเนชั่นกรุ๊ป ผมโชคดีที่ได้ใกล้ชิดและถ่ายรูปพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านหลายครั้ง ความรู้สึกเสียใจมันมากมายเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาได้

วันนี้ ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสมาทำงานที่ดอยคำ ซึ่งพระองค์มีพระราชกระแสให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในรูปแบบ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการสร้างสุขให้สังคมด้วยการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน

ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว ป๊อกกำลังถ่ายละครเรื่องป่ากามเทพอยู่ที่ ม.กรุงเทพ รังสิตค่ะ วันนั้นใจเต้นแรงตลอดวัน คอยเช็คข่าวอยู่ตลอด ภาวนาให้ไม่เป็นจริง ปฏิกิริยาคนในกองถ่ายก็เงียบๆ ซึมๆ กันทุกคน เหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ค่อยมีสมาธิทำงานกัน พวกเราถ่ายกันอยู่ใต้ต้นไม้ ในสวน แต่กลับไม่มีลมพัดเลย ทุกอย่างดูเงียบมาก และในตอนค่ำป๊อกกับพี่ตั๊กจะต้องไปงานกาล่าละครเวทีลอดลายมังกร ที่น้องแบงค์ แคลช ชวนไว้ แต่ก็ได้รับข่าวมาว่าอาจจะต้องเลื่อนวัน พอถ่ายละครเสร็จก็เลยรีบกลับบ้าน ขับรถน้ำตาเอ่อๆมาตลอด หวังว่าจะเป็นแค่ข่าวลือ

พอถึงบ้านเจอพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) ร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงาน ป๊อกเข้าไปกอด แล้วรีบเปิดดูข่าว พอเห็นหน้าจอทีวีทุกช่องเป็นขาวดำก็ร้องไห้เลย เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง เรานั่งร้องไห้กันเงียบๆสองคนหน้าทีวี ไลน์กลุ่มหรือข้อความใดๆเงียบสงัด ไม่มีใครพูดหรือส่งอะไรกันเลย …

จนถึงตอนนี้เวลาขับรถผ่านท้องสนามหลวงหรือเห็นสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งเข้าพระนคร ภาพรถตู้พระที่นั่งครั้งสุดท้ายจะขึ้นมาตลอด และร้องไห้ทุกครั้ง มีครั้งนึงเคยร้องไห้ตอนรถติดตรงแยกปิ่นเกล้า-อรุณอัมรินทร์ แล้วคนขับรถเมล์คันข้างๆหันมาเห็นเพราะรถป๊อกค่อนข้างสูง เค้าก็ผงกหัวให้ป๊อกครั้งนึงเหมือนเข้าใจความรู้สึก ป๊อกเลยร้องหนักกว่าเดิมอีก เป็นการสูญเสียร่วมกันครั้งใหญ่มากจริงๆ”

ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ นักแสดงและพิธีกร

ตั้งแต่เช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ในใจของผมไม่ได้รู้สึกเป็นสุขเลย ด้วยความเป็นห่วงกังวลยิ่งในพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย หลังเที่ยงวันไปแล้วข้อมูลข่าวสารที่แพร่สะพัดอยู่ในแวดวงต่างๆล้วนแต่ทำให้น้ำตาของผมพร้อมจะหยาดลงเต็มทีแล้ว ยิ่งตอนบ่ายได้รับทราบว่าสำนักพระราชวังได้ปิดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคมก่อนเวลาปกติ หัวใจก็เหมือนจะขาด แต่ก็ฝืนไปร่วมงานสวดพระพุทธมนต์บทโพชฌงค์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับชาวจุฬาฯทั้งหลายที่ศาลาพระเกี้ยวตามประกาศนัดหมายที่ได้ยินมาตั้งแต่เย็นวันก่อน

รุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินเข้ามาในศาลาพระเกี้ยวบ่ายแก่วันนั้นมีน้ำตาคลอหน่วยเข้ามาด้วยกันทั้งสิ้น บางคนเข้ามากอดกันกับผมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ไม่มีใครพูดคำว่า”สวรรคต”ออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาบ่าย 5 โมง พระสงฆ์จำนวนเก้ารูปจึงมาถึงบริเวณพิธี หลังจากอธิการบดีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนไตรแล้ว ผมในหน้าที่อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมมาฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าเวที เสร็จแล้วก็ลงกราบราบกับพื้น ด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นเต็มที อยากจะหมอบราบอยู่ตรงนั้นอีกนานแสนนาน อยากจะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้ท่านอยู่กับเราอีกนานๆ แต่ในชีวิตจริงก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมต้องกลับไปนั่งเก้าอี้ จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อเนื่องไปท่ามกลางความโศกตรมของทุกคน เรากำลังพยายามปฏิเสธความจริงและรอฟังแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

จนกระทั่งสวดมนต์เสร็จ พระกลับไปแล้ว อีกไม่กี่นาทีต่อมา เวลาทุ่มตรงก็มีประกาศของทางราชการเรื่องเสด็จสวรรคต ในศาลาพระเกี้ยวไม่มีโทรทัศน์ แต่โทรศัพท์มือถือของทุกคนก็มีภาพและเรื่องเดียวกัน เป็นภาพและเรื่องที่ชีวิตนี้ไม่อยากได้ยินได้ฟังเลยเป็นอันขาด แต่นั่นแหละ เราก็หนีความจริงไปไม่พ้น เป็นอันว่าเรื่องที่หัวใจของเราปฏิเสธและต่อสู้มาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ก็กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ท่านอธิการบดีประกาศกับทุกคนในที่นั้นว่าในวันพรุ่งนี้ซึ่งคงจะมีการเชิญพระบรมศพจากศิริราชพยาบาลไปยังพระบรมมหาราชวัง ชาวจุฬาฯท่านใดปรารถนาจะไปถวายบังคมพระบรมศพขอให้ไปได้เลย ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องอะไร

ผมรีบร่ำลากับผู้คนทั้งหลายที่เริ่มร้องไห้กันอย่างไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป แล้วเดินลงจากศาลาพระเกี้ยวด้วยอาการงงงัน ไม่รู้จะพูดอะไรไม่รู้จะคิดอะไรอีกต่อไป เพียงไม่กี่นาทีผมก็มานั่งอยู่ในรถของตัวเองที่มีพนักงานขับรถพากลับบ้าน จากนั้น ความรู้สึกที่สะกดกลั้นมาตลอดทั้งวันก็ถึงจุดระเบิด ผมร้องไห้เหมือนใจจะขาด ร้องไห้จนตัวโยน รู้สึกเหมือนศูนย์กลางของชีวิตที่เคยมีมาตั้งแต่เล็กจนใหญ่ได้ปลาสนาการไปเสียแล้ว

กลับถึงบ้านค่ำวันนั้นผมกินอะไรไม่ลง ที่บ้านก็มีแต่คนร้องไห้ วันสุดท้ายในรัชกาลที่เก้าที่ผมเป็นข้าแผ่นดินของท่านมาตั้งแต่แรกเกิดเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน

“แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน”

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ป่านกำลังเตรียมตัวเล่นละครเวที ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งก่อนการแสดงเริ่มไม่นาน เราได้รับข่าวที่เศร้าที่สุด และไม่อยากได้ยินมากที่สุด คือการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเราทุกคนในคณะการแสดง ไม่มีใครพูดอะไรกันนัก บรรยากาศเงียบ สงบ และเห็นได้ถึงความโศกเศร้าของทุกคนแม้เราไม่ได้พูดออกมา ความรู้สึกของต้วเองตอนนั้นรู้สึกชา ไม่อยากพูดอะไร และไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างรอบตัวดูเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ป่านนั่งอยู่เฉยๆตั้งสติ และไม่นาน พวกเรานักแสดงละครเวทีก็รวมตัวกันเพื่อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี น้ำตาก็มาไหลเอาตอนเพลงขึ้น จนจบเพลง ถึงได้รับรู้ความรู้สึกตัวเองว่า เราได้พบกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ พ่อหลวงของเราไม่อยู่แล้วจริงๆ

กัญภัส ชยานุวัฒน์ (ป่าน) นักแสดง

(ช่วงนั้น) ผมกำลังเร่งเตรียมการวาดภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 จำนวน 9 ภาพลงบนแผ่นหนัง ที่เรียกว่า แกะหนังภาพนูน ขนาด 30×40 นิ้ว เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสทรงครอบราชครบ 70 ปี

ขณะนั้น ทราบข่าวการเสด็จสรรคตจากญาติ แต่ผมไม่เชื่อเพราะคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือ จนกระทั่งมีประกาศข่าวจากทางสถานีโทรทัศน์ ผมก็ช็อคไปชั่วขณะ หยุดนิ่งแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว นาทีนั้นผมไม่เคยรู้สึกสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเท่าครั้งนี้
จากนั้น ผมได้ไหว้ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ว่า ตนเองจะเดินหน้าวาดภาพพระราชกรณียกิจทั้ง 9 ภาพให้สำเร็จตามที่ตั้งปณิธานไว้ ซึ่งปัจจุบัน วาดเสร็จไป 5 ภาพแล้ว โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปบริจาคให้แก่มูลนิธิต่างๆ

เฉลิมศักดิ์ จักรกาญจน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2556 (เครื่องหนัง) กลุ่มเครื่องหนังสันกาลาคีรี ยะลา

แล้วคุณยังจำความรู้สึกของตัวเองในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้หรือไม่ มาร่วมกันแชร์ความรู้สึกกันที่ facebook BrandAgeOnline นะครับ

 

King of Kings โลกต่างชื่นชมพระบารมี ขนานนาม จอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ ๓

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ ๒

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ ๑

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กลุ่มคนรักของเล่นกับภาพสะท้อนความรักต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ผ่านตัวการ์ตูน

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact