ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC อธิบายว่า “จากภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจ ทั้งตัวเลข GDP และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้ครึ่งปีหลังน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องสู้หนักกว่าเดิมเป็นพิเศษ อุปสงค์ของตลาดที่ลดลง ในส่วนของธุรกิจโทรคมนาคมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้อัตราการเปลี่ยนมือมือนานยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ในทางกลับกัน การมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าทางช่องทางออนไลน์โตขึ้นกว่า 2 เท่า พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มกระจายการใช้งานไปในเขตต่างจังหวัดเยอะขึ้น แม้แต่ในกรุงเทพเอง การใช้งานก็ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ตามออฟฟิสเหมือนเมื่อก่อน
ดังนั้นเป้าหมายของเราจึงถูกปรับเพิ่มเติมมาที่การพัฒนาประสิทธิภาพเครือข่ายสำหรับลูกค้า รวมทั้งการมอข้อเสนอและบริการที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้าด้วย”
ภาระกิจของดีแทคหลังจากนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้กรอบมุมมองของลูกค้า เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้ง การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ การพัฒนาประสิทธิภาพของเครือข่ายทั่วประเทศ รองรับพฤติกรรมใหม่และการอพยบเคลื่อนย้ายการใช้ชีวิตของผู้บริโภค รวมถึงการทำงานในรูปแบบใหม่
ทางด้านการลงทุนเรื่องเครือข่ายดีเเทคก็ยังคงเดินหน้าขยายคลื่อ 2300 MHz บนคลื่นทีโอที โดยตั้งเป้าจะเพิ่มสถานีฐานบนเครือข่าย 4G-TDD มากกว่า 20,000 สถานีฐาน ภายในปี 2563 รวมถึงติดตั้งสถานีฐาน 5G คลื่น 26 GHz ในพื้นที่กำหยดเปิดให้บริการ และคลื่น 700 MHz ในรูปแบบการใช้งานสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ยังมีการเร่งขยาย Massive MIMO ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีกว่าเดิม 3 เท่า เป็นการยกระดับประสบการใช้งานอินเตอร์เน็จและเตรียมพร้อมของบริการเน็ตบ้าน dtac@home
ส่วนหลักใหญ่ใจความในเส้นทางการทำงานของดีแทคที่นับว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานก็นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
“ดีแทคใช้รูปแบบการทำงานแบบ ชัดเจน-ยืดหยุ่น-ชัดเจน (tight-loose-tight) คือชัดเจนในเรื่องความคาดหวัง ยืดหนุ่นในวิธีการทำงานของพนักงานให้บรรบุเป้าหมาย และชัดเจนในเรื่องของความรับผิดชอบ เราเชื่อว่าพนักงานจะมองหารูปแบบการทำงานที่ยืดหนุ่นมากขึ้น เนื่องจากการทำงานในลักษณะนี้จะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีอิสระในการตัดสินใจ อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลและความพึงพอใจของพนักงาน”