ครั้งหนึ่ง Jack Trout กูรูด้านการตลาดของโลก ผู้สร้างทฤษฎี Positioning หรือการวางตำแหน่งทางการตลาด และการต่อสู้ Marketing Warfare เคยพูดเอาไว้อย่างน่าคิดว่า ในโลกการตลาดใบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยมีปัจจัยมาจาก 3 เรื่องสำคัญ คือ การแข่งขัน (Competition) การเปลี่ยนแปลง (Change) และวิกฤตในด้านต่างๆ (Crisis) ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญในการตลาดยุคใหม่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ “การปรับตำแหน่งทางการตลาด” หรือ Re-positioning ซึ่งถือเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญในการรับมือกับการแข่งขันของตลาด
การ Re-positioning บางครั้ง ไม่ใช่แค่เป็นการปรับตำแหน่ง หรือปรับภาพให้กับแบรนด์ตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การ Re-positioning คู่แข่งขัน ที่เป็นการนำภาพที่อยากให้เป็นไปแปะไว้กับแบรนด์นั้นๆ ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การเข้าตลาดน้ำยาบ้วนปากของซิสเท็มมา จากค่ายไลอ้อนเมื่อหลายปีที่แล้ว
ลิสเตอรีน เป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะ Perception ในเรื่องของความแรงที่มีคุณสมบัติเด่นที่ช่วยในเรื่องของการกำจัดแบคทีเรียและช่วยระงับกลิ่นปาก ซึ่งผู้บริโภคที่เคยใช้น้ำยาบ้วนปากตัวนี้ รับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าได้ดีว่าช่วยในเรื่องของการระงับกลิ่นปากได้ผลแบบถนัดใจ
เมื่อจะเข้ามาแข่งด้วยในตลาด จึงเลือกโจมตีในจุดที่แข็งสุด เพื่อเจาะเข้าไปหากลุ่มคนใช้ที่ยังลังเล หรือไม่ชอบน้ำยาบ้วนปากที่มันแรงๆ
ซิสเท็มมาที่เข้ามาด้วยโปรดักต์ที่มีความแตกต่าง นั่นคือมีรสชาติที่อ่อนโยนกว่าหยิบเอามาเป็นจุดที่ใช้ในการปะทะกับคู่แข่งขัน พร้อมสื่อสารออกไปยังผู้บริโภค โดยหยิบเอาความร้อนแรงของรสชาติมาเป็นจุดโจมตีและพยายามสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติของซิสเท็มมาในเรื่องของความอ่อนโยนที่ไม่ทำลายช่องปากขึ้นมาเป็นจุดขายสำคัญในการแทรกเข้าตลาดของตัวเอง
มีหรือที่ผู้นำตลาดอย่างลิสเตอรีนจะยอมง่ายๆ โดยลิสเตอรีนมีการออกแคมเปญสื่อสารการตลาดมาแคมเปญหนึ่งเพื่อโต้ตอบในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตอกย้ำจุดแข็งในเรื่องของรสชาติที่ร้อนแรงพร้อมสื่อสารกับผู้บริโภคโดยหยิบเอาผลการรับรองจากทันตแพทย์ว่า ความรุนแรงของของน้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ผล แต่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อในช่องปาก ขณะเดียวกันก็มีการออกสินค้าสูตรใหม่ๆ ที่มีรสชาติที่อ่อนโยนมากขึ้นควบคู่กันไป