ความสำเร็จแห่งปี 2563: จากการปรับตัวด้านดิจิทัลและพลังแห่งทางเลือก สู่ตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถ ยนต์พรีเมียม
จากการยึดมั่นในความต้องการของผู้บริโภค บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้พลิกโฉมการนำเสนอประสบการณ์ด้านยนตรกรรมให้แก่ลูกค้าตลอดทั้งปี 2563 การปรับตัวด้านดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอทางเลือกในการเข้าชมและสั่งจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์และงานมอเตอร์เอ็กซ์โปผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับการเดินชมงานแบบปกติ ตลอดจนการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์พร้อมมอบข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษแบบเรียลไทม์ และยังได้ขยายการตอบโจทย์แฟน ๆ ด้วยการจัดงาน BMW Xpo ในรูปแบบใหม่ ที่คำนึงถึงความต้องการและความสะดวกของลูกค้ายิ่งขึ้น โดยนำประสบการณ์สไตล์บีเอ็มดับเบิลยูมาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในศูนย์การค้า 4 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร
ที่สำคัญ การมอบพลังแห่งทางเลือกเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จึงตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างตรงจุด โดยทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิได้เปิดตัวรถไปกว่า 20 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์สันดาปภายในทั้งเบนซินและดีเซล รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบรถซีดาน รถอเนกประสงค์ SAV และรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ซึ่งเฉพาะสำหรับประเภทรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้เปิดตัวรุ่นใหม่ไปถึง 4 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % รุ่นแรกจากมินิอย่าง มินิ คูเปอร์ เอสอี พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นในขับเคลื่อนพลังสะอาดอย่างยั่งยืน ด้วยการเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งปัจจุบันมีหัวจ่าย ChargeNow ทั้งหมด 111 หัวจ่าย ใน 67 แห่งทั่วประเทศไทย
นอกจากทางเลือกที่ยืดหยุ่นและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งความต้องการด้านยนตรกรรมและไลฟ์สไตล์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในการขยายบริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และได้มาตรฐานในระดับโลกให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดยนตรกรรมพรีเมียมไทย
ยอดผลิตที่แข็งแกร่งตอกย้ำศักยภาพอันยอดเยี่ยมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย
แม้ว่าจะมีการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2563 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความสำเร็จในการรักษาความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นในการผลิตและประกอบยานยนต์ตลอดทั้งปี ร่วมกับความต้องการที่ยังคงเข้มแข็งจากทั้งตลาดเอเชียและในประเทศไทย รวมไปถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ส่งผลให้โรงงานประกอบยานยนต์ จังหวัดระยอง สามารถสร้างผลงานภาพรวมปี 2563 ได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 23,177 คัน และยอดประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดที่ 8,875 คัน
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายของลูกค้า และสนับสนุนการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศ ไทย นับเป็นผู้ประกอบยานยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่สามารถประกอบและส่งมอบยนตรกรรมในระบบขับเคลื่อนต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบปลั๊กอินไฮบริด และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน ปัจจุบัน โรงงานประกอบยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ณ จังหวัดระยอง สามารถประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูในประเทศได้กว่า 16 รุ่น โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด 5 รุ่น และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รวมอีก 9 รุ่น
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังพร้อมส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมระดับโลก ผ่านโครงการ BMW Dual Excellence Program ที่จัดทำมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อบ่มเพาะทักษะและพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ในหมู่นักศึกษาอาชีวะขั้นสูงในประเทศไทย โดยมีนักศึกษาคิดเป็น 35% จากโครงการดังกล่าวได้เข้าร่วมงานกับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยอง โดยในจำนวนนี้คิดเป็นนักศึกษาหญิงกว่า 27% ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวของบีเอ็มดับเบิลยูในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และความพยายามในการขับเคลื่อนความหลากหลายและความเท่าเทียมในที่ทำงานอย่างต่อเนื่องของบริษัท