คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวถึง แนวคิดในการมองหาโอกาส และวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ของวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่า ต้องสร้างแนวคิดว่า MTL ยังเป็นเพียงองค์กรที่มีความรู้น้อยเพื่อผลักดันตัวเองให้อยากเรียนรู้มากขึ้น และรู้จักเปิดใจหากบางเรื่องทำเองไม่ได้ก็ต้องให้คนอื่นที่เก่งกว่าเข้ามาทำ เพื่อให้องค์กรสามารถวิ่งตามโลกได้ทัน และรวดเร็ว ยิ่งขึ้น
“เพราะวันนี้ดิจิทัลไร้พรมแดน และเมื่อมี Digital Disruption เกิดขึ้น เราจึงมองเป็นโอกาส และปรับตัวให้ทัน ในขณะที่คนในธุรกิจประกันยังไม่เชื่อ ยังคิดอยู่บนหลักการของออฟไลน์ซึ่งวันนี้ก็ยังมีภาพของออฟไลน์ แต่ถ้าเราไม่ทำไม่เตรียมตัวให้ดีจะมีปัญหา และสิ่งที่ทำให้ยากคือการทำเป็นจุดเล็กๆ ไม่ได้มาปะติดปะต่อ ไม่ได้มองให้เห็นภาพแบบบูรณาการ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องโควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่น่ากลัวมากกว่า คือ Digital Disruption ที่ยังคงอยู่ และแรงมากขึ้นทุกวัน”
คุณสาระ ยังมองว่า วันนี้เรื่องของดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน คนรุ่นก่อน หรือคน Gen X จึงต้องอยู่ให้ได้ปรับตัวตามให้ทัน แม้จะไม่เก่งเท่ากับคนรุ่นลูกอย่าง Gen Z หรือคน Gen Y ที่ปรับตัวได้เร็วกว่า และในอนาคตยังมีเด็ก Gen Alfa ที่จะเกิดมาพร้อมกับสังคมดิจิทัล วันนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เรื่องของดิจิทัลจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ขึ้นอยู่ที่ว่าจะปรับ Mindset อย่างไรให้อยู่รอดได้ทั้งในแง่ของตัวบุคคลและองค์กร
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าตามนโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในแบบเฉพาะตัวบุคคล (Personalization) มากยิ่งขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม Digital และ Non-Digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์
“การมุ่งตอบโจทย์ความต้องการในแบบ Personalize ทำให้เรามีการนำเรื่องของ User Experience มาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น การออกแบบประกัน และการทำการตลาดเพราะยุคนี้เป็นยุคของดาต้า ซึ่งเรามีการวิเคราะห์ตามหลักการของ Persona ส่งผลไปถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนแบบประกันจากที่เคยเป็นแบบ One for All ที่แม้จะยังไปได้ในมุมของการเป็น Basic Insurance แต่ก็ไม่ได้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด
แม้ว่าเราจะนำเรื่องของ User Experience มาปรับใช้เพื่อให้ได้แบบประกันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด แต่ก็ไม่มีวันจะได้แบบประกันที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นยังต้องปรับแต่งอยู่เสมอตราบเท่าที่ยังมองเห็นช่องโหว่อยู่ นี่คือหลักการทำงานเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคตามแนวทางแบบ Outside-in”
เมืองไทยประกันชีวิต ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องสุขภาพอยู่อย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดยังได้เปิดตัว “โครงการ ดี คิดส์” (D Kids Campaign) ที่มีจุดขายด้วยความคุ้มครองตั้งแต่วัยเด็กอายุ 30 วัน เพื่อช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ทั้งในเรื่องค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) ค่าหมอ ค่ายา ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลกรณีแอดมิดเหมาจ่ายในวงเงินเดียวสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวในครั้งหนึ่ง
อีกทั้งยังได้ขยายอายุรับประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบอีลิท เฮลท์ เพื่อให้การดูแลแบบเหนือระดับ ครอบ คลุมไปยังกลุ่มเด็กมากยิ่งขึ้น จากเดิมอายุรับประกันอยู่ที่ 18-80 ปี ขยายเป็นเริ่มรับประกันตั้งแต่อายุ 11-80 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ครอบคลุมทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ