Prof Che-Wei LIN อาจารย์ประจำสาขา Biomedial Engineering มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ประเทศไต้หวัน เล่าว่า การบูรณาการ AI เข้ากับศาสตร์และอุตสาหกรรมต่างๆ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงอุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยแนวโน้มจะเป็นลักษณะของการเป็นผู้ช่วยที่ทำงานร่วมกับคน หรือ Human-Computer Cooperation เพื่อช่วยให้งานต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับไต้หวันเอง ได้เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อใช้วิจัยเรื่องปัญหาของ AI ต่อ Supercomputer ภาคเอกชนได้นำเทคโนโลยี AI เชิงสร้างสรรค์หรือ Creative AI เข้ามาทำงานร่วมกับคน ภาคการศึกษาก็มีการนำเรื่อง AI มาให้นักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยได้เรียนรู้
ขณะเดียวกัน ไต้หวันก็เริ่มนำ AI มาใช้ยกระดับสังคมหรือแก้ปัญหาสำคัญต่างๆ เช่น การดูแลและติดตามการกักตัวของกลุ่มเสี่ยงและผู้ติดเชื้อ COVID-19 การวิเคราะห์ COVID-19 ตามระบบขนส่งสาธารณะ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แพลทฟอร์ม AI ของไต้หวันก็สามารถตรวจพบผู้ที่ฝ่าฝืนการกักตัวออกไปท่องเที่ยวข้างนอก ทำให้สามารถดำเนินการจัดการและควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที
“ผมพยายามเล่าให้เยาวชนที่เข้าร่วมค่าย Creative AI Camp by CP ALL เห็นภาพว่า เทรนด์ AI ในอนาคตจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร จะสร้างผลกระทบต่อสังคม หรือ Social Impact อะไรบ้างให้กับโลกใบนี้ ทั้งด้านผลลัพธ์ที่ดีและด้านความเสี่ยง พร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์วิธีการคิดค้นหัวข้องานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับด้าน Biomedical Engineering และการศึกษาทดลองการใช้ AI ตรวจโรคหัวใจและหลอดเลือดให้แก่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนมีความเข้าใจ ความพร้อมในทุกสถานการณ์ และสามารถประยุกต์ใช้ AI ในฐานะศาสตร์ที่ช่วยยกระดับและสร้างสรรค์สังคม” Prof. Che-Wei LIN กล่าว
อย่างไรก็ดี เด็กๆ อาจเริ่มต้นคิดจากปัญหาเล็กๆ หรือปัญหาใกล้ตัวก่อนได้ แล้วจึงต่อยอดสู่การใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของสังคมเพิ่มเติม