สรุปประเด็นน่าสนใจจากรายงาน ประกอบด้วย
1. ผู้นำยังคงเหนียวแน่นนิวยอร์กและลอนดอนยังครอง 2 อันดับแรกต่อเนื่อง แต่ช่องว่างคะแนนเริ่มแคบลง
2. เอเชียแปซิฟิกแข็งแกร่งTop 10 มีเมืองจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 6 แห่ง (ฮ่องกง, สิงคโปร์, เซี่ยงไฮ้, โซล, เซินเจิ้น และโตเกียว)
3. การขยับตัวของตะวันออกกลาง ไบ ขึ้นมาอยู่อันดับ 7 สะท้อนการเติบโตรวดเร็วของศูนย์กลางการเงินในตะวันออกกลาง ตอกย้ำ ความทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำระดับโลกภายในปี 2033
การเติบโตเน้นให้เห็นถึงขนาดและความลึกของระบบนิเวศทางการเงิน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ DIFC (Dubai Financial Center) ปัจจุบันมีบริษัทดำเนินงานอยู่มากกว่า 9,000 แห่ง รวมถึงธนาคารระดับโลก บริษัทจัดการสินทรัพย์ บริษัทประกันภัย บริษัทฟินเทค และมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 50,000 คนทำงานอยู่
4. การกลับเข้ามาของโตเกียวมีปัจจัยสำคัญคือการปฏิรูปตลาดทุนและการบริหารจัดการองค์กร (Corporate Governance Reforms)
ปี 2025-2026 ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวผลักดันบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับต้นทุนของเงินทุนและความคุ้มค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นมากขึ้น กดดันบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/B Ratio < 1 เร่งปรับปรุงโครงสร้าง ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ญี่ปุ่นมหาศาล
นอกจากนั้น โตเกียวยังยกระดับความร่วมมือกับศูนย์กลางการเงินอื่นต่อเนื่อง เดือนมีนาคม 2026จัดทำ Japan-UK Financial Regulatory Forum เน้นเรื่อง Digital Finance และ Sustainable Finance ทำให้คะแนนหมวด Reputation และBusiness Environment ขยับสูงขึ้น
5. เมืองหลุดโผลอสแอนเจลิส และชิคาโกตกลงไปอยู่ในอันดับที่ 12 และ 14 ตามลำดับ ทำให้จำนวนเมืองจากสหรัฐ ใน Top 10 ลดลงเหลือเพียง 2 เมือง คือนิวยอร์ก และซานฟรานซิสโก จากเดิมที่มีถึง 4 เมืองในปี 2025
ส่วนกรุงเทพฯ อยู่อันดับ 100 (จากเดิมช่วงต้นปี 2025 อยู่อันดับ 96) สถานะในอาเซียน กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 5 ของภูมิภาค ตามหลังเมืองสำคัญอื่นๆ ดังนี้
1. สิงคโปร์ (อันดับ 4 ของโลก)
2. กัวลาลัมเปอร์ (อันดับ 42 ของโลก ขยับขึ้น 3 อันดับ)
กัวลาลัมเปอร์ทิ้งห่างด้วยการชูจุดเด่นเรื่อง Predictability ของกฎระเบียบ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญที่สุดในปี 2026 นอกจากนี้โครงการ Tun Razak Exchange (TRX) ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Centre - IFC) แห่งใหม่ของภูมิภาคช่วยยกระดับด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม
3. โฮจิมินห์ซิตี้ (อันดับ 84 ของโลกกระโดดขึ้น 11 อันดับ)
ในรายงาน GFCI 39 ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 15 Centres Likely To Become More Significant (เมืองที่มีแนวโน้มสำคัญมากขึ้นในอนาคต) เนื่องจากพัฒนาด้าน FinTech รวดเร็ว และMarket Expectations สูงมากจากนักลงทุนต่างชาติ
4. จาการ์ตา (อันดับ 94 ของโลก)
การวัดผลของกรุงเทพฯ ผ่านปัจจัยหลัก 5 ด้านของ GFCI 39 พบว่าแต่ละด้านมีคะแนนและความท้าทายแตกต่างกัน ดังนี้
1. สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment)กฎระเบียบภาษีและความง่ายในการทำธุรกิจยังเป็นอุปสรรคเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และกัวลาลัมเปอร์ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งปี 2026 มีผลต่อคะแนนด้านความเชื่อมั่นนักลงทุน
2. ทุนมนุษย์ (Human Capital)ไทยมีแรงงานที่มีทักษะภาคบริการสูง แต่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านระดับสูง เช่น Data Scientists สำหรับ FinTech และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินระหว่างประเทศ
3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)จุดแข็งอยู่ที่ระบบ Digital Payment และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง (EEC) ได้คะแนนดี รวมถึงค่าครองชีพและคุณภาพการใช้ชีวิตที่ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติได้ดีกว่าหลายเมืองในระดับเดียวกัน
4. การพัฒนาภาคการเงิน (Financial Sector Development)ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) ยังมีความสภาพคล่องสูงในภูมิภาค และการเติบโตของ Virtual Bank ในปี 2026 ช่วยยกระดับคะแนนด้านการเข้าถึงบริการทางการเงินและการปรับตัวสู่ดิจิทัล
5. ชื่อเสียงในระดับสากล (Reputation)จุดแข็งคือภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางภูมิภาค (Regional Hub) ยังคงดีเยี่ยม แต่ชื่อเสียงในฐานะ Financial Hub ระดับโลกยังเป็นรองฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่มาก
ข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ ประกอบด้วย
1. การปรับตัวสู่ความยั่งยืนปี 2026 คะแนนด้าน Green Finance ของไทยขยับขึ้นเล็กน้อย จากความชัดเจนของมาตรการ Thailand Taxonomy และความตื่นตัวของธนาคารพาณิชย์ในเรื่อง ESG
2.Cost Competitivenessกรุงเทพฯ ยังอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับศูนย์กลางการเงินที่ค่าครองชีพสูงอย่างสิงคโปร์ หรือโตเกียว
ที่มา
Source