Parfums Dusita ก่อตั้งโดย พลอย ภิสสรา อุมะวิชนี และเป็นแบรนด์นํ้าหอมสัญชาติไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงและคว้ารางวัลระดับโลกในอุตสาหกรรมนํ้าหอมชั้นสูงที่ฝรั่งเศส
Parfums Dusita ไม่ได้เป็นเพียงแค่ธุรกิจ แต่เป็นการสานต่อความฝันและมรดกทางวรรณกรรมของคุณพ่อผ่านศิลปะแห่งกลิ่นหอม
หัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Parfums Dusita คือการรักษาความสมดุลระหว่าง “ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด” และ “ความเข้าใจในกลไกตลาด” โดยเน้นการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุดและการผลิตที่ได้มาตรฐานฝรั่งเศส
ปัจจุบันแบรนด์มีสำนักงานและบูติกใจกลางกรุงปารีส มีตัวแทนจำหน่ายในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผ่านรางวัลสำคัญหลายแขนง
ในงานเปิดตัวแคมเปญ Unfolding Legacies เพื่อฉลอง 150 ปี ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ BrandAge Online มีโอกาสได้สัมภาษณ์พลอย ภิสสรา เพื่อบอกเล่าถึงแนวคิดและที่มาของ Parfums Dusita
เราพูดคุยกับเธออย่างเปิดใจเกี่ยวกับเส้นทางที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่นักศึกษานิเทศศาสตร์จุฬา ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาองค์กร ไปจนถึงนักสร้างกลิ่นที่นั่งผสมน้ำหอมในห้องแล็บส่วนตัวในปารีส
ภิสสรา เล่าว่าความสำเร็จของ Parfums Dusita นั้นมีรากฐานมาจากความหลงใหลส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“จริงๆ พลอยเริ่มจากการเป็นนักสะสมน้ำหอมมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ศึกษาเรื่องน้ำหอมกับเพื่อนๆ มาเป็นสิบปี พอมีความรู้ในระดับหนึ่งก็เริ่มสั่ง Raw Material มาผสมเอง
พลอยจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์จากจุฬาฯ แล้วก็ทำงานด้านประชาสัมพันธ์ หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เอกจิตวิทยาสังคม เป็น Specialist ทางด้านการแก้ปัญหาซึ่งจริงๆ ไม่เกี่ยวกับน้ำหอมเลยสักนิด”

แล้วอะไรทำให้ตัดสินใจหักหัวเรือมาทางน้ำหอม?
พลอยเล่าว่า ตอนทำงานด้าน International Relations ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีอยู่วันหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่า น้ำหอมเป็นทั้งความชอบและงานอดิเรกที่รักมาตลอด ถ้าเราไปสร้างแบรนด์ที่ฝรั่งเศสจะเป็นอย่างไร ก็เลยตัดสินใจว่าจะไปเรียนฝรั่งเศส เมื่อ 17 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากเรียนแฟชั่นก่อน เพื่อศึกษาวิธีสร้างบริษัทในต่างประเทศ แล้วถึงจะจดทะเบียนบริษัทขึ้นมาในปี 2014
“ถามว่าการสร้างธุรกิจในฝรั่งเศสในฐานะคนต่างชาติยากแค่ไหน ก็ตอบว่ายากมาก เพราะมีข้อจำกัดทางด้านภาษา การ Connection ที่เราไม่รู้จักใคร แล้วธุรกิจน้ำหอมในฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจครอบครัวของคนฝรั่งเศส หรือไม่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทใหญ่อย่าง Chanel หรือ LVMH ช่องว่างสำหรับแบรนด์น้ำหอมอิสระมีอยู่บ้าง แต่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง”
พลอย กล่าวว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้นานาชาติเริ่มรู้จัก Parfums Dusita มาจากการไปออกงาน international Fair Esxence ที่เมืองมิลาน แล้วได้รับรางวัล Best of the Year จากนักวิจารณ์และ Editor น้ำหอมระดับโลก ซึ่งถือเป็นประตูแห่งความสำเร็จบานแรก
หลังจากนั้น Parfums Dusita ยังได้รับรางวัล Fashion Award และ FiFi Award ติดต่อกันมา 5 ปี จึงทำให้ค้าปลีกเริ่มสนใจแบรนด์มากขึ้น มีผู้แทนจำหน่ายจากอเมริกาก็เริ่มติดต่อเข้ามา จนปัจจุบัน Parfums Dusita มีวางจำหน่ายกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

พลอย อธิบายเพิ่มเติมถึงจุดแข็งที่ทำให้ Parfums Dusita อยู่รอดและเติบโตได้ในตลาดที่แข่งขันสูงได้มาจาก 3 เรื่องหลัก หนึ่งคือ ความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ได้ไปลอกเลียนแบบใคร น้ำหอมทุกกลิ่นถูกสร้างขึ้นมาใหม่เองทั้งหมด สองคือ คุณภาพวัตถุดิบ สามคือ ความทนทานเพราะ Parfums Dusita ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง
เมื่อถูกถามถึงการบาลานซ์ระหว่างธุรกิจกับความคิดสร้างสรรค์ว่าหาจุดที่ลงตัวอย่างไร พลอยกล่าวว่า การทำธุรกิจแฟชั่น สิ่งที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จได้คือต้องหาจุดบาลานซ์ให้เจอระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับความต้องการของตลาด แล้วก็ต้องเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้
“บางทีถ้ามีเวลา พลอยก็จะคุยกับลูกค้าโดยตรง หรือเสนอสินค้าโดยที่เขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร มันทำให้เราเข้าใจได้จริงๆ เลยว่าคนต้องการอะไร เพราะตลาดน้ำหอมมีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนไปเร็วมาก แบรนด์แต่ละแบรนด์ไม่สามารถ Top ได้ในทุกตลาดพร้อมกัน เราต้องเลือก Priority และ Strategy และสื่อสารกับทีมงานให้ดี”
พลอยย้ำว่า Parfums Dusita ให้ความสำคัญกับทีมงานมากๆ เพราะต้องโฟกัสเรื่อง Creativity ของแบรนด์ ซึ่งจำเป็นต้องมีหลังบ้านที่เข้มแข็ง
“ทีม Parfums Dusita เป็นทีมเล็กๆ ประมาณ 10 คนเท่านั้น แต่ทุกคนมี Passion ในงาน และทำงานเหมือนเป็นครอบครัว เราค่อนข้างใกล้ชิดกันมากในทีม บางทีก็นั่งทานข้าวด้วยกัน คุยกันเหมือนครอบครัว มันมีความเป็นไทยในการบริหารแบบนี้อยู่ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จ”

พลอย อธิบายลงลึกในรายละเอียดถึงแรงบันดาลใจในการสร้างกลิ่นให้ฟังว่า แรงบันดาลใจในการปรุงกลิ่นน้ำหอมจะมาจากที่ต่างๆ ที่ไปเจอเป็นส่วนใหญ่
“บางทีไปเที่ยวเมืองนี้ก็เก็บ Collection จดรายละเอียด ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ หรือบางทีก็มาจากความรู้สึกที่เราเจอกับบุคคลหรือช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต อย่างเช่น ปีที่แล้วมีลูกแรกเกิด ความรู้สึก Cozy ของกลิ่นน้ำนมก็กลายเป็นแรงบันดาลใจ หรือในตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่แว่บขึ้นมาในหัว มันมาจากช่วงที่เราไม่ได้คิดว่ามันจะต้องเป็น เหมือนกับเราอยู่นิ่งๆ แล้วปล่อยให้ชีวิตดำเนินไป แล้ว Observe สิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว”
สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจ พลอย เล่าว่าแบรนด์มีเป้าหมายว่าจะต้องออกน้ำหอมกลิ่นใหม่อย่างน้อยปีละ 1 กลิ่น
“เหตุผลที่ทำแบบนั้น เพราะปกติบริษัทน้ำหอมบางแบรนด์ออกปีละ 7 กลิ่น ออกกันเยอะมาก แต่ปริมาณไม่ได้หมายความว่าคนจะชอบ สู้ทำกลิ่นเดียวให้ดีที่สุด แล้วปล่อยออกมาดีกว่า ส่วนกลิ่นที่ Discontinue ก็มีบ้าง เช่น Oudh Infini ต้อง Discontinued เพราะไม้จันทน์หายากมาก เราไม่อยากเปลี่ยนสูตรเพราะจะไม่ใช่ของเดิม แต่มันก็เป็นกลิ่นที่คนพูดถึงเยอะมาก น่าเสียดาย”
ปัจจุบัน Parfums Dusita จำหน่ายน้ำหอมขนาด 50 ml. อยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาท ซึ่งพลอยยอมรับว่าถ้าในเมืองไทยถือว่าราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าเทียบกับตลาดน้ำหอม Niche ในต่างประเทศ ถือว่าราคากลาง ๆ ไปทางถูก เพราะตลาดน้ำหอม Niche ปัจจุบันกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโตประมาณปีละ 5%
“ที่น่าสนใจคือ Parfums Dusita อาจจะดูเป็นผู้หญิง แต่จริงๆ แล้วน้ำหอมเราเป็น Unisex ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้หญิง 60% ผู้ชาย 40% ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เพราะในตลาดน้ำหอม Niche ผู้ชายจะใช้เยอะกว่า โดยเฉพาะน้ำหอมระดับแพงมากๆ จะเป็นผู้ชายเกือบหมด เพราะผู้หญิงจะกระจาย Budget ไปซื้อเครื่องสำอางด้วย แต่ของเราอยู่ในระดับที่ทั้งสองกลุ่มเข้าถึงได้”ตอนนี้มีเทรนด์ที่บริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่เข้ามาซื้อแบรนด์ Niche เยอะมาก ถ้ามีคนติดต่อมาจะขายหรือไม่?
กับคำถามนี้พลอยตอบว่า เคยมีคนสนใจอยากมาขอร่วมทุน แต่ตอนนี้เรายังสนุกกับการทำงานอยู่
“มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน การที่เป็นบริษัทเล็กๆ แล้วอยู่กับคนที่เราอยากใช้เวลาด้วยมันมีความหมายมากกว่า จริงๆ เราใช้เวลากับการทำงานเยอะมาก เผลอๆ เยอะกว่าครอบครัวด้วยซ้ำ”ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอยากให้พลอยฝากคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ซึ่งพลอยได้สรุปเป็นข้อคิดจากประสบการณ์ของตัวเองไว้ 4 เรื่อง คือ
- ทำในสิ่งที่รัก ความรักในงานจะช่วยให้ก้าวผ่านความยากลำบากในการสร้างแบรนด์ได้
- ความยืดหยุ่น ต้องรู้จักปรับตัว รับฟังความคิดเห็นของทีมงาน และ "ลับคม" ตัวเองอยู่เสมอ
- ความเพียร การทำธุรกิจส่วนตัวไม่มีความสบาย ต้องทุ่มเทและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- ความยั่งยืน มองแผนธุรกิจในระยะสั้นที่จับต้องได้ (3-6 เดือน) เพื่อให้แต่ละก้าวมีความมั่นคง ก่อนจะมองไปถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
