โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเร่งเติบโต และการไล่ล่าความสำเร็จ คำถามหนึ่งที่หลายองค์กรและคนทำงานอาจยังไม่เคยหยุดคิดอย่างจริงจัง คือเรากำลังออกแบบชีวิตไปเพื่ออะไร และปลายทางของสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนั้นพาเราไปสู่ชีวิตแบบไหนกันแน่
แนวคิดจากเวที
PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 ภายใต้หัวข้อ
LIVING FOR LASTING LIFE โดย
รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ชวนให้เรากลับมามองชีวิตในมิติที่ลึกกว่าแค่การเติบโตทางอาชีพหรือผลประกอบการ แต่เป็นการออกแบบชีวิตให้อยู่ดีและจากไปดีอย่างมีคุณภาพ
แก่นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ซึ่งความหมายของคุณภาพชีวิตนั้นไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเราเป็นเด็ก ความสุขอาจอยู่ที่เรื่องง่ายๆอย่างการเล่นหรือการได้ใช้เวลาอย่างสนุกสนาน พอเติบโตขึ้น ความหมายของชีวิตเริ่มขยับไปสู่ความสำเร็จ ความมั่นคงและบทบาทหน้าที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง หลายคนเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นสร้างคุณค่าจริงหรือไม่?
รศ.นพ.ฉันชาย ได้เผยถึงแนวทางความสุขว่าจริงๆ แล้ว มีด้วยกันอยู่ใน 3 มิติ (3 P) ได้แก่ Pleasure, Passion และ Purpose จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบชีวิต เพราะมันช่วยให้เราไม่หลงทางอยู่กับความสุขระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
- Pleasure คือความสุขจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
- Passion คือพลังจากการได้ทำในสิ่งที่รัก
- Purpose คือความหมายลึกๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีคุณค่า
การจัดสัดส่วนของทั้ง 3 อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน และไม่มีสูตรสำเร็จ สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้ว่าช่วงชีวิตที่เราอยู่ตอนนี้ต้องการอะไรเป็นหลัก และเรากำลังละเลยอะไรไปหรือเปล่า?
ในมุมของธุรกิจ แนวคิดนี้สะท้อนอย่างชัดเจนในเรื่องของการบริหารความเสี่ยง เพราะแท้จริงแล้วชีวิตของมนุษย์ก็ไม่ต่างจากองค์กร ทุกวันเรากำลังตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยงตลอดเวลา มีความเสี่ยงบางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น พฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพ หรือการยื้อชีวิตโดยไม่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่ควรกล้ารับ เช่น การลงทุนกับอนาคต การทุ่มเททำงาน หรือการออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเติบโต
ความท้าทายอยู่ที่การแยกให้ออกว่าอะไรคือ Risk to Avoid และอะไรคือ Risk to Take เพราะการใช้ชีวิตโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยก็อาจทำให้เราไม่เติบโต แต่การรับความเสี่ยงผิดประเภทก็อาจนำไปสู่ความทุกข์ที่ยาวนาน
เมื่อมองชีวิตในระยะยาว ภาพจะชัดขึ้นว่ามนุษย์ทุกคนต้องเดินผ่าน 4 ช่วงหลัก ตั้งแต่
ช่วงที่ยังแข็งแรง ช่วงที่เริ่มเจ็บป่วย ช่วงที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และช่วงสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ
ช่วงแรก (ช่วงแข็งแรง) มากที่สุด แต่กลับใช้เวลาน้อยมากในการเตรียมตัวสำหรับช่วงหลัง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ช่วงท้ายของชีวิตคือช่วงที่มีผลกระทบต่อทั้งตัวเราและคนรอบข้างมากที่สุด
ในช่วงที่ยังแข็งแรง การดูแลตัวเองคือพื้นฐานสำคัญ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายหรือกินอาหารดี แต่รวมถึงการจัดการชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งการนอน การมีส่วนร่วมกับสังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเริ่มเข้าสู่
ช่วงเจ็บป่วย การดูแลต้องเปลี่ยนเป็นความร่วมมือกับระบบการแพทย์และการเงิน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพหรือการวางแผนค่าใช้จ่าย และเมื่อเข้าสู่
ช่วงพึ่งพา การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดภาระทั้งทางกายและใจของครอบครัว
แต่จุดที่หลายคนมองข้ามมากที่สุดคือ
ช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่คุณภาพสำคัญกว่าระยะเวลาอย่างชัดเจน แนวคิดเรื่อง Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาจำนงจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะมันช่วยให้เรากำหนดได้ล่วงหน้าว่า ในสถานการณ์แบบใดที่เราไม่ต้องการยื้อชีวิต และใครคือคนที่เรามอบหมายให้ตัดสินใจแทนเรา หากวันหนึ่งเราไม่สามารถสื่อสารได้
คำถามสำคัญมีเพียง 2 ข้อ แต่ทรงพลังอย่างมาก
1)
สภาวะทางการแพทย์แบบใดที่เราไม่ต้องการยื้อชีวิตไว้? หรือเราไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ในสภาพแบบใด เช่น การไม่สามารถสื่อสารได้ หรือการต้องพึ่งเครื่องมือทางการแพทย์โดยไม่มีโอกาสฟื้นตัว เรามีสิทธิ์ปฏิเสธการรักษาที่ยื้อชีวิตอย่างไม่มีคุณภาพ
2)
ใครคือคนที่เราต้องการให้เป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา หากเราไม่สามารถตัดสินใจเองได้? ต้องเป็นคนที่เข้าใจตัวตนและความต้องการของเราจริงๆ มากพอที่จะตัดสินใจแทนเราได้ คำตอบของคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รักเรามากที่สุดเสมอไป แต่ควรเป็นคนที่เข้าใจเรามากที่สุด
โดยปัจจุบันมี
เครื่องมือช่วยสื่อสารที่เราเรียกกันว่า "สมุดเบาใจ" หรือเอกสาร Living Will ช่วยบันทึกความต้องการและใช้เป็นแนวทางในการพูดคุยกับคนในครอบครัว ซึ่งจะช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความกังวลของคนไข้และครอบครัว
ในเชิงองค์กรและการบริหารคน ประเด็นนี้สะท้อนถึงเรื่อง Empathy และ Communication อย่างลึกซึ้ง เพราะหลายครั้งความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากความไม่หวังดี แต่เกิดจากการไม่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของกันและกัน การมีบทสนทนาเรื่องชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องอัปมงคล แต่เป็นการสร้างความชัดเจนและลดความคลุมเครือในวันที่สำคัญที่สุด
การพูดคุยเรื่องความตาย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมไทย แต่หากเปลี่ยนมุมมองจากความตายเป็นการอยู่ดีและจากดี บทสนทนานี้จะเบาลงและมีความหมายมากขึ้น เราอาจเริ่มจากสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น การพูดคุยเมื่อมีคนรู้จักเจ็บป่วย หรือใช้เครื่องมืออย่างสมุดบันทึกความต้องการชีวิตเพื่อช่วยเปิดประเด็น สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้คำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการเริ่มต้นเข้าใจกัน
ในท้ายที่สุด การออกแบบชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องของการมีชีวิตที่ยืนยาว แต่คือการลดช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และเพิ่มช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคุณค่าให้มากที่สุด การวางแผนล่วงหน้าไม่ได้ทำให้ชีวิตสั้นลง แต่กลับช่วยให้เรากล้าใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เต็มที่มากขึ้น เพราะเรารู้ว่าปลายทางของเราจะไม่สร้างภาระหรือความเจ็บปวดเกินจำเป็นให้กับคนที่เรารัก
จริงๆ เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ทรงพลัง เพราะองค์กรที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่องค์กรที่เติบโตได้ดีในวันนี้ แต่เป็นองค์กรที่เข้าใจคุณภาพของชีวิตของผู้คนในทุกช่วงเวลา และช่วยให้พวกเขาสามารถออกแบบทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมาย ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นจนถึงวันสุดท้ายที่ต้องส่งต่อ
เมื่อเรามองชีวิตในภาพใหญ่แบบนี้ คำว่า Lasting Life อาจไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่ยาวที่สุด หากแต่คือการมีชีวิตที่ครบถ้วนที่สุดในแบบที่เราเลือกเอง