ว่ากันว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดสินค้า FMCG ของบ้านเราอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “โกลบอล แบรนด์” มาตลอด ด้วยความได้เปรียบทั้งในเรื่องของเงินทุน ระบบสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต กระจายสินค้า หรือการตลาด
รวมถึงการมีข้อได้เปรียบในเรื่องของขอบข่ายของสินค้าที่กระจายอยู่ทั่วโลกที่สามารถทำ “โกลบอล แคมเปญ” ทีเดียวได้แทบทุกพื้นตลาดที่มีอยู่ในโลกนี้ และสามารถนำมาต่อยอดในการทำ “โลคอล แคมเปญ” ในแต่ละประเทศได้ เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่บรรดาโกลบอล แบรนด์ทั้งหลายจะเข้ามายึดครองตลาด FMCG ของแต่ละประเทศไว้อยู่ใน อุ้งมือของตัวเอง
แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ สถานการณ์ของตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง.....
ทั้งนี้ ก็เพราะว่าบรรดาโลคอล แบรนด์ หรือแบรนด์ท้องถิ่นในแถบเอเชียหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ต่างผงาดขึ้นมามีการเติบโตที่มากกว่าอัตราการเติบโตของโกลบอล แบรนด์ โดยเฉพาะกับในบ้านเรา กลับกลายเป็นว่ามี สินค้า FMCG บาง Category ที่โลคอล แบรนด์ หรือไทย แบรนด์ เข้ามาเป็นคนเปิดเกม และสร้างตลาดดังกล่าวขึ้นมา แถมถือครองตลาดที่สร้างขึ้นนี้ จนกลายเป็นแรงผลักดันให้โกลบอล แบรนด์ ต้องเดินตามเข้ามาในตลาด
ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การเข้ามาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกายที่เป็นสมุนไพรจากธรรมชาติของแบรนด์ ไทยอย่างอิงอร และเบนเนท ซึ่งทั้งคู่เข้ามามีส่วนในการขยายให้ตลาดใน Category นี้มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ จนผู้เล่น รายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ต้องส่งแบรนด์ซิตร้า และคอลเกต ปาล์มโอลีฟ ต้องขยายไลน์สินค้าของสบู่โพรเทคส์ ตามเข้ามา เล่นในตลาดนี้ด้วย
เช่นเดียวกับตลาดเครื่องดื่มอย่างชาพร้อมดื่ม ที่แม้บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งโค้ก และเป๊ปซี่ จะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเข้ามาครอบครองตลาดชาพร้อมดื่มได้ เพราะตลาดนี้มีผู้เล่นหลักๆ ที่เป็นแบรนด์ไทย เช่นเดียวกับตลาดน้ำผลไม้ 100% ที่ถูกครอบครองโดยแบรนด์ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน เป็นต้น
ปรากฏการณ์ใหม่ที่แบรนด์ท้องถิ่นเป็นคนกำหนดแนวรบขึ้นมา ซึ่งในช่วงก่อนหน้านั้นแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ก็ว่าได้ โดยเหตุการณ์ที่โลคอล แบรนด์ เข้ามายึดครองตลาดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้นในทั่วเอเชียเลยก็ว่าได้