อาชีพใหม่ที่ว่านี้ก็คือ การเข้ามารับบทบาท “จ็อบเบอร์” หรือ “มือปืน” ซึ่งทำหน้าที่ในการเข้าไปซื้อสินค้าหลังร้านเป็นบิ๊กล็อตเพื่อนำมาขายต่อให้กับยี่ปั๊วในระบบเดิมอีกทอดหนึ่ง
การเกิดขึ้นของบรรดา “จ็อบเบอร์” หรือ “มือปืน” นี้ มาจากเหตุผลที่ว่า ผู้จัดการสาขาของโมเดิร์นเทรดแต่ละรายต่างต้องรับเป้าการขายจากบริษัทแม่ที่มีทั้งเป้าการขายรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน เมื่อยอดขายไม่ได้ตามเป้าจึงมีการเปิดขายหลังร้านให้กับจ็อบเบอร์เหล่านั้นนำสินค้าไปกระจายขายต่อให้กับยี่ปั๊วหรือร้านโชวห่วยอีกทอดหนึ่ง
แม้จะมีกำไรไม่มากนัก ตัวเลขที่แหล่งข่าวในวงการให้มาน่าจะอยู่ที่ 0.5-1% แต่เมื่อถัวเฉลี่ยตัวเลขแล้ว สามารถทำกำไรได้ในระดับที่อยู่ได้ โดยมือปืนเหล่านั้นจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากของแถมที่ได้จากการซื้อบิ๊กล็อต รวมถึงสามารถหมุนเงินได้จากการใช้บัตรเครดิตที่มีเครดิตเทอมถึง 45 วัน และมีเรื่องของพ้อยท์ที่จะได้จากการใช้วงเงินผ่านบัตรเครดิต ทำให้จ็อบเบอร์ หรือมือปืน สามารถทำธุรกิจได้อย่างสบายๆ เพราะเป็นวิน วิน เกม ที่ได้ทั้งคู่ โดยเฉพาะโมเดิร์นเทรดที่สามารถระบายสินค้า และทำตัวเลขการขายได้ตามเป้าที่บริษัทแม่ให้ไว้
หากเปรียบไปแล้ว จ็อบเบอร์ หรือมือปืนนี้ ก็เหมือนกับยี่ปั๊วในอีกสายพันธุ์หนึ่ง เป็นยี่ปั๊วที่ไม่มีหน้าร้าน แต่อาศัยการซื้อสินค้าบิ๊กล็อตที่บางครั้งเป็นรถ 10 ล้อ แล้วกระจายออกไปยังร้านทั้งยี่ปั๊วในระบบเดิม และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม โดยอาศัยการขายสินค้าราคาถูก ซึ่งบางครั้ง อาจจะเป็นการขายตัดราคาแข่งกับซัพพลายเออร์เจ้าของสินค้า
ทำให้มีซัพพลายเออร์บางราย หันไปใช้วิธีการรับมือด้วยการเข้าไปผูกเป็นพันธมิตรกับร้านยี่ปั๊วเพื่อป้องกันการขายตัดราคา ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำตลาด ความร่วมมือดังกล่าว ยังรวมถึงการวางแผนการทำตลาดเพื่อสนับสนุนการขายให้ การประมาณการยอดขาย เพื่อไม่ให้สต๊อกล้น เป็นต้น โดยซัพพลายเออร์อย่างสหพัฒน์มีการทำในส่วนนี้กับสินค้าที่ขายดีหรือหมุนเวียนเร็วอย่างมาม่า และผงซักฟอก 108 SHOP
หากดูเผินๆ แล้ว ในแง่มุมดังกล่าว ผู้จัดจำหน่ายสินค้าตัวนี้อย่างสหพัฒนพิบูลน่าจะแฮปปี้ เพราะสามารถขายสินค้าได้ดี เพราะสินค้าหมุนเวียนเร็ว นั่นหมายถึงยอดขายก็น่าจะเดินได้ดีเช่นกัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สหพัฒน์ ไม่แฮปปี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอย่างที่รู้ๆ อยู่ การขายแบบตัดราคาไม่เป็นผลดีต่อแบรนด์มาม่าเองในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถ Forecast ล่วงหน้าได้ว่ายอดขายจริงมีเท่าไร และจะวางแผนในการผลิตสินค้าอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่เรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมในการบริหารจัดการสินค้าที่จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่มากนัก