เมกาโฮม เปิดตัว “เดอะคิวบ์” ร้านค้าสำเร็จรูปที่ร่วมมือกับบริษัท ยูส สเตอเรจ อีควิปเม้นต์ จำกัด พันธมิตรที่เป็นผู้ผลิตชั้นวางสินค้าเหล็ก โดยมีการสำรวจความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ และพบว่า พวกเขามีเงินต้นทุนอยู่ประมาณ 30% ของเงินทั้งหมดที่เขามี หรือคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งถ้าไปจ้างช่างมาทำร้านงบอาจจะเกินจากที่มีอยู่ เมกาโฮมจึงนำเสนอทางเลือกให้เขาด้วยขนาดของร้านค้าสำเร็จรูปที่มีตั้งแต่ 50, 80 และ 100 ตารางเมตร ในราคาตั้งแต่ 2.5 แสนบาท ทำให้เขาเหลือเงินที่จะซื้อสินสต๊อกเข้าร้านอีก 5 หมื่นบาท โดยเมกาโฮม จะเริ่มทยอยทำโมเดลร้านต้นแบบที่สาขาต่างๆ ตั้งแต่ปลายเดือนนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกค้า
“นอกจากร้านสำเร็จรูปแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นจากการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็คือ ลูกค้าที่เป็นช่าง ผู้รับเหมา หรือเจ้าของโครงการ จะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ทำให้ในปีนี้ เมกาโฮมจะโฟกัสไปที่ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยจะลงลึกไปในช่างแต่ละประเภทอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอสินค้าที่เข้ามาตอบโจทย์พวกเขาที่ช่วยทำให้งานเสร็จไว ประหยัดเวลา และลดต้นทุนซึ่งจะนำไปสู่การทำให้พวกเขามีกำไรที่ดีขึ้น”
เมกาโฮม มีสัดส่วนของลูกค้าที่เป็นช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการประมาณ 40% กลยุทธ์ที่ใช้ทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ก็คือ การนำเสนอสินค้าสำเร็จรูปที่กำหนดสี ดีไซน์ หรือสเปกได้จากตัวผู้ผลิต สามารถนำไปติดตั้งได้เลย ทำให้ประหยัดเวลาที่ใช้ในการติดตั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น เมกาโฮมยังช่วยให้ช่าง หรือผู้รับเหมาคุมต้นทุนได้ด้วยการประเมินราคา พร้อมกับล็อกราคาได้ แม้จะเป็นการทยอยใช้สินค้า ทำให้สามารถรู้ต้นทุน และควบคุมต้นทุนได้ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างมีการสวิง หรือขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งลูกค้าเพียงแค่มัดจำสินค้า 30% ก็จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ทันที
สุพรศรี ย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มไหน ต้องเข้าใจความต้องการของพวกเขาแบบลงลึกเพื่อที่จะนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงกับความต้องการของพวกเขา อย่างลูกค้าที่เป็นช่างหรือผู้รับเหมา ปัจจุบัน เป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก คนพวกนี้ ไม่มีออฟฟิศของตัวเอง ส่วนใหญ่จะทำงานตามร้านกาแฟ เมกาโฮม จึงมีการปรับใช้พื้นที่ห้องรับรองลูกค้าของแต่ละสาขาให้เป็น โค เวิร์คกิ้ง ที่เขาสามารถเข้ามาทำงาน หรือพูดคุยกับลูกค้าของพวกเขาได้ โดยจะมีอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์ทำงานต่างๆ ไว้รองรับการทำงานให้
“เราเป็นค้าปลีกโฮมเซ็นเตอร์ที่ไม่ใช่แค่ขายสินค้าราคาถูก หรือมีสินค้าจำนวนมากไว้รองรับ แต่ต้องนำไปสู่การทำธุรกิจที่สมบูรณ์แบบของลูกค้า ต้องช่วยทำให้เขามีกำไรที่ดี ธุรกิจเติบโตได้ ซึ่งทั้งหมดจะตอบโจทย์ว่า การทำค้าปลีกโฮมเซ็นเตอร์ในยุคนี้ ไม่ได้ใช้แค่กลยุทธ์ด้านราคา แต่ต้องผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยกัน ที่สำคัญต้องเข้าใจลูกค้าว่าต้องการอะไร เพื่อตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างตรงจุดมากที่สุด” สุพรศรี กล่าวสรุปทิ้งท้าย