ทางด้าน คุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท บอกกับเราว่า นิคมอุตสาหกรรมคือหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด การดำเนินกิจการต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล การที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เน้นสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ทำให้มีความต้องการใช้ไอน้ำจากผู้ประกอบการแปรรูปอาหารต่างๆ เป็นจำนวนมาก
โรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งของ สิงห์ เอสเตท ที่ไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้าได้ แต่ยังสามารถผลิตไอน้ำที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารได้ด้วยนั้น จึงจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้กับธุรกิจภาพรวมได้หลากหลายด้าน
“การผสานธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของเราทั้งในด้านการเงินและการดำเนินงาน ทั้งยังช่วยให้เรามีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดจากการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม”
คุณฐิติมา เปิดเผยว่า อัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของทั้งประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% ณ ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ในขณะที่ภาคกลางของประเทศไทยมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89% ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า การลงทุนในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความลงตัวในเชิงกลยุทธ์แล้วยังเป็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยอีกด้วย
“นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีความสำคัญตามนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก โดยทำเลที่ตั้งของนิคมฯ แห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานอาหารและวัตถุดิบของประเทศ ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตข้าว ผลิตภัณฑ์จากนม และสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา”
พร้อมเปิดเผยว่า รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งกำหนดเป็นนโยบายระยะยาว จากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาในอัตราที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยภาคกลางของประเทศไทยมีสัดส่วนของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดในปี 2563 และมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการความเข้มงวดในการเดินทางหลังการคลี่คลายของวิกฤตโควิด-19
สิงห์ เอสเตท มีเป้าหมายดันรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ต่อปี และมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 80,000 ล้านบาทให้ได้ภายใน 3 ปี
เกี่ยวกับ สิงห์ เอสเตท
ปัจจุบัน 3 กลุ่มธุรกิจหลักของ สิงห์ เอสเตท ประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการ ที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของ สิงห์ เอสเตท ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก รวม 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563
นอกจากนั้น บริษัทยังมีโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง สร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด และมีโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด
กลุ่มธุรกิจที่ 4 ของ สิงห์ เอสเตท อาทิ ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจบริการนวัตกรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจอื่นๆ