การที่ช่องทางขายแบบออฟพรีมีสทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิม และร้านค้าที่เป็นโมเดิร์นเทรด มีสัดส่วนการขายมากที่สุด และยังมีเทรนด์การเติบโตที่ดีนั้น มาจากปัจจัยสนับสนุนคือ
1.ตัวผู้บริโภคเอง หันมาดื่มเบียร์ที่บ้านทั้งจากปัจจัยในเรื่องของเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เริ่มมีการจัดปาร์ตี้หรือสังสรรค์ที่บ้านในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเรื่องของการดื่มอย่างรับผิดชอบที่มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องมาตลอดในช่วงหลายปีมานี้
2.ขณะที่ตัวของช่องทางขายเอง ก็มีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
3.ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เล่นในตลาดนี้แต่ละแบรนด์ พยายามที่จะนำเสนอเซอร์วิสใหม่ๆ ที่เป็นการช่วยครีเอทการขายใหม่ๆ ขึ้นมา อย่างการทำแคมเปญ Star Delivery Service ของไฮเนเก้นกับเบียร์สด ซึ่งเป็นการเข้าไปรองรับเทรนด์ของการจัดปาร์ตี้ของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง ทำให้เป็นการเพิ่ม Occasion ใหม่ๆ ในการขายเบียร์สด นอกเหนือจากช่องทางร้านอาหาร และลานเบียร์ที่ในส่วนหลังนี้ จะออกมาในรูปของลานเบียร์ที่ส่วนใหญ่จะมีหน้าขายในช่วงเทศกาลปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีของทุกปี
เมื่อมองมาที่ภาพรวมของการขายเบียร์ของทั้งตลาดจำแนกตามประเภทบรรจุภัณฑ์แล้ว จะพบว่าแบบขวดใหญ่ (630 มล.) ยังเป็นอันดับ 1 สัดส่วน 60% รองมาเป็นแบบกระป๋อง 20% ตามด้วยแบบขวดเล็ก (330 มล.) 10% และจำหน่ายเป็นเบียร์สด 10%
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้บริโภคชาวไทยค่อนข้างจะ Demanding คือค่อนข้างเรียกร้องหาประสบการณ์การดื่มในรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ก็เลือกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หลากหลายออกไป
แม้กระทั่งในตลาดเบียร์ ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกดื่มเบียร์ในแต่ละเซ็กเม้นต์แตกต่างออกไป ตามอารมณ์ บรรยากาศ สถานที่ และเม็ดเงินในกระเป๋า อาทิ เมื่ออยู่นอกบ้านที่ต้องการภาพลักษณ์ อาจจะสั่งเบียร์พรีเมียม หรือเบียร์นำเข้า แม้กระทั่งคราฟท์เบียร์มาดื่ม แต่เมื่อดื่มในบ้าน อาจจะเป็นเบียร์ในเซ็กเม้นต์เมนสตรีมอย่างลีโอ หรือช้าง เป็นต้น
ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้ ทำให้ช่องทางขายแบบออนพรีมีส แต่ละร้านต้องมีทางเลือกให้ผู้บริโภคค่อนข้างมาก โดยผู้บริโภคหนึ่งคน อาจจะเริ่มจากการดื่มไวท์สปริทเป็นช็อต ก่อนที่จะถือเบียร์พรีเมียม เบียร์นำเข้า หรือคราฟท์เบียร์แบบขวดเล็ก เพื่อสนุกกับเพื่อน ทำให้การขายเบียร์ในช่องทางนี้มีสัดส่วนไม่สูงนัก เพราะมีทางเลือกในการดื่มที่หลากหลายนั่นเอง