การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นสิ่งที่นานาประเทศทั่วโลกต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนของตนโดยเร็วที่สุด แต่กระนั้นเองในหลายๆ ประเทศปัญหานานาประการก็ทำให้เป้าหมายในการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงไม่บรรลุเป้าเร็วอย่างที่คิด
อย่างเช่นในฮ่องกง ซึ่งเริ่มโหมการฉีดวัคซีนด้วยวัคซีนยี่ห้อ Sinovac จากประเทศจีน และตามด้วย BioNTech จากประเทศเยอรมนี โดยเริ่มแรกกระแสก็มาแรง ประชาชนเดินตบเท้าเข้ามาฉีดกันมากถึงวันละ 46,000 ราย แต่อีกไม่นานยอดก็ตกลงมาเหลือเพียง 25,000 รายต่อวัน ดูเหมือนว่ากระแสความฮอตจะมอดไหม้ลงเสียแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้นวิเคราะห์กันว่าเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่หลักใหญ่มาจากทางการเมืองที่ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาลฮ่องกงซึ่งโปรปักกิ่ง จนพาลไม่เชื่อถือในตัววัคซีนไปด้วย อันนับว่าเป็นสาเหตุที่คุ้นๆ ว่าเกิดในอีกบางประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่รวมถึงปัญหาความกลัวผลข้างเคียงของการแพ้วัคซีนอีกด้วย
ปัญหาที่เกิดความล่าช้าของการฉีดวัคซีนจากความไม่กระตือรือร้นของประชาชน เกิดขึ้นในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และในยุโรปหลายประเทศ จนทำให้เกิดแนวความคิดโปรโมชั่นฉีดวัคซีนแลกของรางวัล เช่นเดียวกับการรณรงค์ทางการตลาด
อันทำให้เกิดการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสีย และมีบางสถาบันถึงกับทำการสำรวจวิจัยถึงข้อได้ข้อเสียของโปรโมชั่นแบบนี้ต่อการฉีดวัคซีนอีกด้วย
เงินสด
เมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการ COVID-19 Health and Politics Project ของมหาวิทยาลัย UCLA ได้เผยแพร่ผลการสำรวจว่า ประชาชนมีความคิดอย่างไรเกี่ยวกับการใช้แรงจูงใจต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ไปฉีดวัคซีน
โดยผลการสำรวจความเห็นประชาชนกว่า 7,000 คน ว่ามีโอกาสมากหรือน้อยที่พวกเขาจะฉีดวัคซีน หากได้รับแรงจูงใจเป็นเงินสด คำตอบคือ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแนวโน้มที่จะฉีดวัคซีน หากพวกเขาได้รับ 25 เหรียญสหรัฐ และอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 34% หากได้รับ 100 เหรียญสหรัฐ
แต่การเสนอเงินสดเองก็มีผลตรงข้ามอยู่ด้วย คือ ทั้ง 2 กรณีมีผู้ตอบแบบสอบถาม 15% บอกว่า การเสนอแรงจูงใจเป็นเงินสดทำให้พวกเขาไม่เต็มใจที่จะฉีดวัคซีน
Semra Ozdemir Van Dyk ศาสตราจารย์แห่งโรงเรียนแพทย์ Duke-NUS ในสิงคโปร์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดสินใจทางการแพทย์กล่าวว่า "แรงจูงใจที่เป็นเงินสดให้ผลตรงข้าม สำหรับบางคน "เงินสด" อาจบ่งชี้เป็นนัยว่าจะต้องมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในสิ่งนั้นๆ เสมอ คนเหล่านี้มีสิทธิ์ที่จะกังขามากขึ้นว่าทำไมรัฐต้องให้สิ่งจูงใจจากการฉีดวัคซีนกับเขาด้วย"
"การจ่ายเงินอาจช่วยกระตุ้นการฉีดวัคซีนได้ในช่วงสั้นๆ" Ozdemir กล่าว "สาธารณชนจะต้องมีการยอมรับในตัวฉีดวัคซีนเองเสียก่อนที่จะมีการกระตุ้นด้วยการจ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะไม่ยอมรับการนัดฉีดเข็มที่ 2 ในอนาคตก็ได้"
ผลวิจัยของ Dan Ariely นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม แห่งมหาวิทยาลัย Duke ก็ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วแรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินจำนวนน้อยนั้นไม่สามารถกระตุ้นอะไรได้มากมายอย่างที่เราหวัง
แต่ถ้าเป็นการลุ้นแจ๊คพอตเงินก้อนโต ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง!
การชิงโชค-ล็อตเตอรี่
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้บริหารรัฐแคลิฟอร์เนียได้แถลงถึงการออกล็อตเตอรี่ชุดใหม่มูลค่า 116.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อหวังผลในการกระตุ้นอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดฮวบฮาบลงในรัฐนี้
โดยพลเมืองทุกคนที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีน รวมทั้งผู้ฉีดเข็มแรกไปแล้ว มีสิทธิ์รับล็อตเตอรี่ที่ทางรัฐออกใหม่นี้ และจะมีผู้โชคดี 10 รายที่ได้รับรางวัลใหญ่เป็นเงินสด 1.5 ล้านเหรียญ ขณะที่ยังมีรางวัลย่อยอีกหลายล้านรางวัลที่จะได้รับบัตรของขวัญและเงินสด มูลค่าตั้งแต่ 50 จนถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ
ความจริงรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ รัฐที่ทำแคมเปญแบบเดียวกันนี้
รัฐโอไฮโอแจ้งว่า แคมเปญล็อตเตอรี่ซึ่งออกมาเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมได้เพิ่มการลงทะเบียนฉีดวัคซีนขึ้นถึง 28% ส่วนที่โอเรกอน นิวยอร์ก โคโลราโด และแมริแลนด์ ก็มีการออกล็อตเตอรี่วัคซีนโควิดของตัวเองเช่นกัน
Ozdemir กล่าวว่าความสำเร็จแบบนี้มีความสมเหตุสมผล และแคมเปญล็อตเตอรี่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับฮ่องกง เพื่อจัดการอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำลง
"ล็อตเตอรี่มีผลทางจิตวิทยาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับรางวัลเล็กๆ" เธอกล่าว “รัฐบาลมีความสามารถเพียงจ่ายเงิน 10-20 เหรียญ ในการกระตุ้นให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม ซึ่งไม่ทำให้ประชาชนตื่นเต้นเท่ากับความคิดที่ว่าจะได้รับรางวัล 1 ล้าน แม้เป็นแค่ความฝันก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นได้แล้ว”
ประชาชนอาจยังคงมีความคลางแคลงใจต่อการฉีดวัคซีน แต่กลยุทธ์ล็อตเตอรี่ย่อมมีโอกาสดีกว่าที่จะโน้มน้าวคนที่กังขามากกว่าการให้รางวัลเงินสดก้อนเล็กๆ
ผู้คนทั่วไปมักคลั่งไคล้ล็อตเตอรี่เสมอ โดยเฉพาะแจ๊คพอตก้อนโตๆ ยิ่งในช่วงนี้ที่ผู้คนประสบความยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักด้วยแล้ว รางวัลก้อนใหญ่น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ได้ผลอย่างยิ่ง อย่างน้อยแม้เป็นเพียงความหวังก็ทำให้ชุ่มชื่นใจ
แล้วในที่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ฮ่องกงก็ประกาศแคมเปญชิงโชคของตนเอง โดยจะมีการจับรางวัล" "Lucky Draw" สำหรับคนฮ่องกงที่ฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 โดส หากรางวัลนั้นไม่ใช่เงินสด แต่เป็นอพาร์ทเมนต์ 1 ห้อง นอนขนาด 449 ตารางฟุต มูลค่า 1.4 ล้านเหรียญ กล่าวได้ว่าเป็นแจ๊คพอตรางวัลใหญ่ที่จูงใจมากสำหรับเมืองแห่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
ที่มา fortune.com