ภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 การทำงานที่บ้าน หรือ "Work From Home" ค่อยๆ กลายเป็น New Normal อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทั้งผู้บริหาร และพนักงานองค์กรธุรกิจทั่วโลกล้วนถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดีข้อเสียของ "Work From Home" มาตลอด เบื้องต้นประโยชน์ชัดเจนที่สุด คือยับยั้งการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอนเซ็ปต์ของ "Work From Home” หรือการทำงานที่บ้าน มีกุญแจสำคัญอยู่ที่ความยืดหยุ่น (Flexibility) ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้บริหารมักกังวลว่า ถ้าให้ยืดหยุ่นมากๆ วินัยจะเสียไป
"ในทางทฤษฎี ความยืดหยุ่นอาจยอดเยี่ยม แต่สําหรับเรา มันไม่ได้ผล"
ที่ผ่านมา คํากล่าวข้างต้นเราต่างได้ยินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในแทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยี การเงิน การดูแลสุขภาพ ธุรกิจขนาดเล็ก รวมทั้งภาครัฐ โดยคนในที่ทำงานส่วนหนึ่งมักพูดเสมอว่า "ไม่มีทางที่การทํางานแบบยืดหยุ่นจะได้ผลในองค์กรของเรา"
แต่ทว่าผลการศึกษาล่าสุดของ Harvard Business School Online แย้งความคิดข้างต้นโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่า ในความเป็นจริง นโยบายการทํางานแบบยืดหยุ่นใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม 12 เดือนที่ผ่านมาช่วงการระบาดใหญ่ได้พิสูจน์สิ่งนี้แล้ว
ผลการศึกษาบอกว่า คนทำงานเก่งๆ ส่วนใหญ่ยังคงรักษาความเป็นเลิศในงานของพวกเขาได้แม้ทํางานจากที่บ้าน และ 81% ไม่ต้องการกลับเข้าออฟฟิศ หรือจะเลือกให้เป็นแบบไฮบริด คือทำงานที่บ้านกับทำที่ออฟฟิศผสมกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสําคัญ คือ ต้องตระหนักว่า ความยืดหยุ่นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกที่ทำงาน
5 ความเชื่อผิดๆ หรือ 5 C's
ในช่วงโควิดที่ผ่านมา ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้นโยบายยืดหยุ่นในการทำงานแล้วก็ยังสามารถรักษาคุณภาพของงานได้ดี เช่น รักษาพนักงานเก่งๆไว้พร้อมหน้า กระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่ม และนวัตกรรมได้ง่ายๆ รักษาฐานลูกค้าไว้ได้ดี ผลกำไรก็ยังสวย คุณคงจะต้องมีคำถามว่า แล้วทำไมบริษัทอื่นๆ จึงไม่หันมาใช้นโยบายยืดหยุ่นแบบนี้กันมากๆ
จริงๆ แล้ว คำตอบ คือความกลัว ได้ก่อร่างสร้างเป็นกำแพงหนาหนักยากทะลวงผ่านสําหรับหลายองค์กรไม่ให้ก้าวข้ามไปสู่ความยืดหยุ่น ความกลัวนี้เองที่ทำให้หลายๆ องค์กรต้องชะงักงัน
ทั้งนี้ Work From Home เป็นเรื่องที่องค์กรควรสนใจ เพราะสามารถช่วยให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา Harvard Business School Online ได้ทํางานร่วมกับบริษัทที่นำนโยบายความยืดหยุ่นมาใช้ ทำให้ได้ยินทั้งข้อแก้ตัว และความเชื่อผิดๆ นับไม่ถ้วนว่า ทําไมพวกเขาจึงไม่ใช้นโยบายดังกล่าว ในข้อเท็จจริง Diversity & Flexibility Alliance ได้สรุปว่า ความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ เป็นเพราะความกลัวการสูญเสีย 5 C's ซึ่งประกอบด้วย
- Loss of control - วินัยเสียไป
- Loss of culture - วัฒนธรรมองค์กรเสียไป
- Loss of collaboration - ความร่วมมือเสียไป
- Loss of contribution - ผลงานด้อยลง
- Loss of connection - การเชื่อมโยงเสียไป
ความเชื่อผิดๆ #1: Loss of control – วินัยเสียไป
ผู้บริหารมักกังวลว่า ถ้ายืดหยุ่นมากๆ วินัยจะเสียไป ทางออกของเรื่องนี้ ก็คือ จัดโครงสร้างให้ดีและชัดเจน องค์กรที่ออกแบบได้ดีและทำถูกต้อง เมื่อปล่อยให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานย่อมไม่มีอะไรเสียหาย
เพื่อให้การทำงานราบรื่น องค์กรต้องมีไกด์ไลน์เรื่องมาตรฐานของงาน เช่น การทํางานนอกออฟฟิศ การลดชั่วโมงทำงาน ตารางเวลาที่ยืดหยุ่น การมอบหมายงานและ / หรือเวลาทํางานในแต่ละสัปดาห์ที่ลดลง จากนั้นสื่อสารให้ชัด โดยใช้วิธีบริหารแบบรวมศูนย์ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนเท่าเทียมกัน
ควรสร้างระบบปฏิทินกลางที่มีข้อมูลการมอบหมายงาน เพื่อติดตามว่าทุกคนในทีมกําลังทํางานอยู่จริง นอกจากนั้น องค์กรต้องอบรมทุกคนให้ทำตามมาตรฐาน ให้คำแนะนำทุกคนในทีม ทั้งนี้ การให้ความรู้ และการอบรมจะไม่ทำให้เกิดการทำที่บ้านแต่งานไม่เดิน ซึ่งพนักงานจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท การอบรมยังช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ว่า เมื่อระบบและโครงสร้างที่ออกแบบมาประสบความสําเร็จ จะส่งเสริมให้การใช้แนวทางยืดหยุ่นยั่งยืนสืบไป
ความเชื่อผิดๆ #2. Loss of culture – วัฒนธรรมองค์กรเสียไป
แม้ว่าผู้นำองค์กรอาจไม่เจอพนักงาน หรือไม่ได้ทานอาหารกลางวันร่วมกันเหมือนเคย แต่วัฒนธรรมองค์กรก็ไม่จําเป็นต้องเสียไปกับการให้ทํางานที่บ้าน เรื่องนี้แก้ไขได้โดยทีมควรเจอหน้ากันเป็นครั้งเป็นคราว หรือนัดเวลาคุยผ่าน Video Conference เป็นประจํา
แนะนําว่าให้องค์กรสรุปว่าวัฒนธรรมที่มีความหมายมีอะไรบ้าง จากนั้นกําหนดว่าวิธีรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด หรือแบบเสมือนจริง ต้องทำอย่างไร
ช่วงหลายเดือนของการทํางานที่บ้าน มีหลายองค์กรบอกว่าได้ค้นพบวิธีรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ โดยจัดกิจกรรมสังคม ตัวอย่าง เช่น คลาสออกกําลังกายเสมือนจริง คลาสเรียนทําอาหาร Happy Hours และการทำ Team-building เพื่อรักษาความเป็นชุมชนองค์กรไว้ ยิ่งกว่านั้น สิ่งสําคัญ คือ ใช้ประโยชน์จากวันที่ทุกคนมาเจอกันจริงๆ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ให้ทำกิจกรรมด้วยกัน และได้คุยกับเพื่อนร่วมงานตัวเป็นๆ
ความเชื่อผิดๆ #3. Loss of collaboration – ความร่วมมือเสียไป
ตราบใดที่ทีมงานยังคงจัดการประชุมเป็นประจำ และติดต่อสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ คุยกันต่อเนื่อง ความร่วมมือก็จะยังไม่เสียไป เป็นเรื่องสําคัญที่ทุกคนในทีมต้องรักษาการติดต่อสื่อสารที่มี (แม้เป็นการออนไลน์ก็ตาม) ช่วยกันรักษาความคืบหน้าของงาน (ติดตามงานแบบกัดไม่ปล่อย) ตอบอีเมลและโทรศัพท์ นอกจากนั้น คนทำงานที่บ้านควรเจอกันเป็นครั้งเป็นคราว เป็นการรักษาสายสัมพันธ์ส่วนบุคคล และเพื่อให้การทํางานร่วมกันสําเร็จ ต้องไม่กำหนดมาตรฐานการทำงานที่บ้านสูงกว่าคนทำที่ออฟฟิศ
นอกจากนี้ ควรใช้เทคโนโลยีช่วยให้การทํางานร่วมกันดีขึ้น ตัวอย่าง เช่น เมื่อทีมมาระดมความคิด (Brainstorm) การแยกเป็นห้องเสมือนจริงช่วยเรื่องการทํางานด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และยังช่วยให้รู้ความเห็นของทุกคนด้วย ผู้นําองค์กรบางคนยังกำหนดเวลาทำงานแบบเสมือนจริง เพื่อให้เกิดการฟีดแบ็ค และการรวบรวมข้อมูลร่วมกันอีกด้วย
ความเชื่อผิดๆ #4. Loss of contribution – ผลงานด้อยลง
ผู้นํามักบ่นว่า: "ถ้าพนักงานไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ จะรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาทํางานจริง" แต่เพราะสิ่งรบกวนที่มีมาไม่หยุดหย่อนบนคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ ทั้งช้อปปิ้งออนไลน์, Instagram, Facebook ฯลฯ ) องค์กรเองก็ไม่มีทางรู้ว่า พนักงานทําอะไรแม้กำลังอยู่ในออฟฟิศก็ตาม
จุดสําคัญ คือองค์กรต้องสื่อสารให้ชัดว่า คาดหวังงานอะไรจากพนักงานแต่ละคน รวมถึงไว้ใจว่าพวกเขาจะทํางานเสร็จภายในกรอบเวลาที่คาดไว้ นอกจากนั้น ควรประเมินทุกคนจากคุณภาพงาน และการทำได้ตามเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่อยู่ในออฟฟิศเท่านั้น
ความเชื่อผิดๆ #5: Loss of connection -การเชื่อมโยงเสียไป
เทคโนโลยีช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลา จัดประชุมได้ผ่านแอพพลิเคชั่นมากมาย ยิ่งกว่านั้น แอพแชร์ปฏิทินยังสามารถเชื่อมกําหนดการของทีม รู้ว่าทุกคนในทีมใครบ้างที่พร้อมทำงาน แม้แต่ Network ก็ทําแบบ Virtual ได้
ตัวอย่าง เช่น สร้างระบบการคุยแบบไม่เป็นทางการระหว่างคู่ค้าและผู้ร่วมงาน เพื่อรักษาโอกาสสร้าง Network และให้คําปรึกษาช่วงการระบาด
สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้ว่าพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการติดต่อแบบพบตัว แบบไฮบริด หรือแบบเสมือนจริง การทำแบบสอบถามล่าสุดกับผู้คนกว่า 2,300 คนจากทั่วโลก โดย BNI องค์กรเครือข่ายถามผู้เข้าร่วมว่า พวกเขาต้องการประชุมแบบใดระหว่าง 1) เจอกันตัวเป็นๆ อย่างเดียว 2) ออนไลน์อย่างเดียว และ 3) ผสมกันทั้ง 2 แบบ 1 ใน 3 ตอบว่า อยากกลับไปประชุมแบบเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม 16% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังต้องการประชุมออนไลน์เท่านั้น และเกือบ 51% ชอบแบบผสมผสาน คือประชุมทั้งเจอตัวเป็นๆ และออนไลน์ ทั้งนี้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญขององค์กรหลังเกิดการระบาดใหญ่ โดย 2 ใน 3ขององค์กรบอกว่า พวกเขาอยากให้การประชุมออนไลน์เป็นบรรทัดฐานในอนาคต
สุดท้าย ผลการสํารวจ CEO Outlook Pulse Survey ของ KPMG ปี 2021 พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของซีอีโอบริษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลกไม่คิดว่าจะเห็นการกลับไปทำงานตามปกติในปีนี้ จึงเป็นช่วงที่ผู้นําองค์กรต้องชนะความกลัวในประเด็น 5C รวมถึงเป็นเวลาที่ดีที่จะทำความเข้าใจว่า ความยืดหยุ่นจะเป็นประโยชน์ต่อการสรรหาบุคคลากรและรักษาลูกค้าอย่างไร ซึ่งส่งผลต่อผลิตผลและกําไรที่จะเพิ่มขึ้นด้วย