ขณะที่เบอร์ 1 ของตลาดคือโป๊ยเซียนของบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ที่จดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2532 หลังจากที่มีฐานแรกเริ่มจากการทำธุรกิจนี้ในย่านเยาราช นอกจากจะมีแบรนด์โป๊ยเซียนแล้ว ยังมียาดม “พีเพ็กซ์” (PE-PAX) ซึ่งเป็นแบรนด์แรกที่ถูกส่งเข้ามาในตลาด จุดแข็งอย่างหนึ่งของโป๊ยเซียนก็คือ การพัฒนาสินค้าให้ออกมาในรูปแบบ 2 in 1 ที่ใช้ได้ทั้งดมและทาในหลอดเดียวกัน คือนอกจากสูดดมแล้ว ยังสามารถใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย ถือเป็นจุดขายที่กลายมาเป็นตัวช่วยสร้างภาพจำให้แบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น
แนวทางการทำตลาดของโป๊ยเซียน แทบจะไม่ต่างจากแบรนด์ผู้นำในกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะผู้เล่นรายนี้มีการแตกไลน์สินค้าที่เกี่ยวเนื่องออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นยาดมตราโป๊ยเซียน ยาดมโป๊ยเซียนมาร์คทู (Mark II) พิมเสนน้ำตราโป๊ยเซียน (POY-SIAN) ยาหม่องผสมพญายอตราโป๊ยเซียน นอกจากนี้ยังมี ยาดมตราพีเพ็กซ์ (PE-PAX) และยาดมตราเพ็กซ์ (PAX) ที่เน้นทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก
การครองตลาดอย่างเหนียวแน่นของโป๊ยเซียนนั้น Nielsen ประเทศไทยเคยออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดของยาหม่องและยาหม่องน้ำ และยาดม คนไทยจะซื้อเพียงไม่กี่ยี่ห้อ แล้วก็จะเลือกซื้อเพียงยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเท่านั้น โดยมีพฤติกรรม การใช้ของผู้บริโภค คือใช้มานานจนติดกลิ่น ตลอดจนการใช้งานแล้วเห็นผล ทำให้ทั้ง 3 สมรภูมิ ต่างมีผู้นำตลาดที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และครองเบอร์ 1 มาอย่างยาวนาน โดยยาหม่องแบบบาล์ม จะมียาหม่องตาถ้วยทองเป็นเบอร์ 1 ขณะที่ยาหม่องน้ำ มีเซียงเพียว ครองความเป็นผู้นำอย่างเหนียวแน่น เช่นเดียวกับตลาดยาดม ที่กว่า 70% จะเป็นแชร์ที่อยู่ในมือของยาดมโป๊ยเซียน
ด้วยเหตุผลที่สินค้าในกลุ่มนี้ เป็นสินค้าที่คุ้นเคยกับคนไทย แถมบ่อยครั้งที่ยาดมหายก่อนจะหมด ทำให้เกิดการซื้อต่อเนื่อง แน่นอนว่า ส่งผลทำให้สามารถการสร้างการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ารายได้รวมของ บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ในปี 2562 อยู่ที่ 1,015.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 23.63% ที่มีรายได้อยู่ที่ 821.08 ล้านบาทขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท ในปี 2562 อยู่ที่ 349.43 ล้านบาท สูงขึ้น 25.94% จากปีก่อนหน้าที่ได้กำไรสุทธิ 277.43 ล้านบาท
เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....