“ในสถานการณ์ COVID-19 การมีช่องทางการขายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จะช่วยทั้งกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME และเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ๆ ในสภาวการณ์ที่ยากลำบาก All Business Matching จะช่วยเป็นกองหนุนช่องทางขาย ขยายช่องทางการตลาดและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความแข็งแกร่ง และเป็นทั้งกองหนุนองค์ความรู้และกองหนุนความร่วมมือ เพื่อให้มีโอกาสเติบโตและก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้” ยุทธศักดิ์ กล่าว
สำหรับกิจกรรม All Business Matching ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งพันธมิตรเดิมและพันธมิตรใหม่ รวม 8 ราย ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.), เวทีประกวด 7 Innovation Awards และหอการค้าไทย โดยหน่วยงานพันธมิตรทั้งหมดจะคัดสรร SME ที่มีศักยภาพซึ่งหน่วยงานให้การสนับสนุนเข้าร่วมจับคู่ธุรกิจ
ยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้มีกลุ่ม SME จากทั้งกลุ่มพันธมิตรและผู้สนใจสมัครเข้ามาเอง เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 ราย มีจำนวนสินค้ากว่า 700 รายการ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายกลุ่ม อาทิ ผักและผลไม้, ขนมและของทานเล่น, เครื่องดื่ม, Health & Beauty โดยจะพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติของสินค้าที่ส่งเข้าสู่ระบบของบริษัท เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ในรูปแบบออนไลน์