นโยบายของศบค. ที่สั่งล็อกดาวน์มาพักใหญ่ ทำให้เทรนด์การทำอาหารที่บ้านมีตัวเลขการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ให้ข้อมูลว่า พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยมีการปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคต้อง Work from Home อยู่บ้าน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาทำอาหารง่าย ๆ อยู่บ้าน สลับกับการสั่งอาหารพร้อมรับประทาน
ธุรกิจที่ได้รับผลบวกจากการล็อกดาวน์นี้คงหนีไม่พ้น ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากช่องทางออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มควิกคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสูงขึ้น
จากผลสำรวจเทรนด์ด้านอาหารทะเลของผู้บริโภคในปี 2564 โดยสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเล นอร์เวย์ มีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
● ยอดขายอาหารทะเลบนช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอายุ 20-34 ปี 20% กล่าวว่าพวกเขาซื้ออาหารทะเลออนไลน์ “บ่อย/บ่อยมาก”
● ผู้บริโภคคนไทยคุ้นเคยกับการซื้ออาหารทะเลออนไลน์ กว่า 28% ซื้ออาหารทะเลออนไลน์ “บ่อย/ บ่อยมาก” เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 รองจากประเทศจีน และตามด้วยเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกง
● เทรนด์ของการซื้ออาหารออนไลน์เริ่มมีมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่อายุมากขึ้น เป็นโอกาสอันดีสำหรับ อุตสาหกรรมอาหารทะเลในการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ในอนาคต
● ความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร เพราะผู้คนต้องอยู่บ้านเป็นหลัก 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญว่าสินค้าอาหารทะเลที่ซื้อไปนั้นต้องเตรียมง่าย อีกหนึ่งโอกาสของ อุตสาหกรรมอาหารทะเลที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ไม่ใช่แค่ซูชิหรือซาชิมิ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ปลาปรุงรส พร้อมประกอบอาหาร หรือพร้อมกิน เป็นต้น
● สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีส่งผลต่อการเลือกสรรอาหารของผู้บริโภค คนส่วนใหญ่มองว่าอาหาร ทะเลเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เช่นเดียวกับความมั่นใจในความปลอดภัยของ อาหารต่อการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19
ทั้งนี้ถ้าโฟกัสเฉพาะตัวเลขการส่งออกอาหารทะเลจากประเทศนอร์เวย์ พบว่า ในช่วงที่ผ่านมามีมูลค่า สูงขึ้นกว่า 21% นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลนอร์เวย์ทั่วโลกขยายตัว 9% สำหรับในประเทศไทยตลาดแซลมอนนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ก็มีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 43% ตัวเลข การเติบโตดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าตลาดกำลังมีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ