ไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการขยายเครือข่ายไปสู่ภูมิภาคอาเซียน จากปัจจุบันได้เข้าไปดำเนินธุรกิจแล้ว 5 ประเทศ ถ้าดูจากเครือข่ายของ MUFG อยู่ใน 9 ประเทศ จากทั้งหมด 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่งภาพรวมธุรกิจในอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 500,000 ราย รวมมูลค่ากว่า 64,000 ล้านบาท
ปัจจุบันกรุงศรียังคงเดินหน้าขยายธุรกิจและเชื่อมโยงไปสู่อาเซียน โดยในส่วนของลูกค้าไทยกรุงศรียังคงเดินหน้าเสนอโซลูชั่นการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Cross-border value chain) เน้นการโอนเงินและชำระเงิน โดยที่ผ่านมาธุรกรรมใน 3 ประเทศมีมูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็นจำนวนรายการมากกว่า 5 แสนครั้ง และภายในปี 65 จะขยายบริการไปสู่ 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และเกาหลีใต้ รวมเป็น 8 ประเทศ
ขณะที่กลยุทธ์ในดิจิทัลและนวัตกรรม กรุงศรีได้เตรียมเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีราว 7,000 - 8,000 ล้านบาท โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและการลงทุนในด้านเทคโนโลยีระดับโลกของ MUFG ซึ่งในปีนี้จะเน้นเรื่องการขยาย API เชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอาเซียน การร่วมสร้าง AI Tech Lab กับ MUFG และพันธมิตรอย่าง Grab
การเป็นผู้นำในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอัจฉริยะและแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ให้กับตลาดทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนการเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการทำมากกว่าเทคโนโลยี (Beyond Tech) ด้วยการพัฒนาด้านดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้า
การเชื่อมโยงอาเซียน การเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ และการนำด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญของเราในปี 2565 เราพร้อมที่จะพาลูกค้าไปมีประสบการณ์ Beyond Thailand, Beyond Banking และ Beyond Tech ด้วยกัน ทั้งในมุมธุรกิจและเชื่อมโยงกับลูกค้าในอาเซียน
สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2565 ธนาคารได้ตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อ 3-5% โดยการเติบโตจะไม่ได้เน้นส่วนใดเป็นพิเศษ แต่จะกระจายในทุกส่วน ซึ่งสินเชื่อรายย่อยตั้งเป้าเติบโต 3-4% สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 4-5% และธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ 3-4% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยทรงตัวจากปีก่อน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.1-3.3%