ดร.ศิริกุล เลากัยกุลผู้อำนวยการ Sustainable Brands ประจำประเทศไทยกล่าวว่า ช่วงจังหวะนี้เป็นช่วงจังหวะที่แบรนด์ควรคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนมากกว่าเดิมเพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เพียงแต่ภาคเศรษฐกิจ และสังคม แต่ยังส่งผลไปถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้นกลุ่มที่จะช่วยสังคมได้มากที่สุดในเวลาน่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจในฐานะที่ดำเนินธุรกิจโดยตรงกับผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องดูแลสังคมยามเดือดร้อน
“ทุกคนจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาหรือวิกฤตไม่ว่าจะเป็นวิกฤตของโลกหรือสิ่งแวดล้อมแบรนด์หรือธุรกิจก็จะต้องยิ่งลุกขึ้นมาในฐานะที่เป็น Good Corporate Citizen จึงเป็นมากกว่าหน้าที่ในการที่จะลุกขึ้นมาทำด้าน ESG”
นี่ยังเป็นที่มาของชื่องานBrands For Good ที่ดร.ศิริกุล ชี้ให้เห็นว่ามีด้วยกัน 2 ความหมาย โดยความหมายแรกว่า เป็นการสร้างแบรนด์เพื่อเกิดความยั่งยืน ส่วนอีกหนึ่งความหมายคือแบรนด์สามารถที่จะสร้างความดีให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิมตามกลยุทธ์ใหม่ของสหประชาชาติ #buildbackbetter
ดร.ศิริกุล ให้เหตุผลที่เลือกธีมBrands for Good #buildbackbetterในครั้งนี้เป็นเพราะโลก และผู้คนตกอยู่ในภาวะวิกฤตและสับสน มองไม่ออกว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร และหลายคนพยายามหาคำตอบของการ Rebuild หรือ Build Back สังคม โลกที่ดีกว่าเดิมเพราะโควิด-19 เป็นเสมือนเสียงนาฬิกาปลุกที่กระตุกให้เราตื่นสู่ความคิดใหม่ทั้งในการทำธุรกิจและการดำรงชีวิต เราต้องเปลี่ยนแบรนด์ไปทางไหน เราต้องมีพฤติกรรมอย่างไร ไม่มีใครสามารถดำรงอยู่อย่างเดิมและคิดถึงแต่ตัวเองได้อีกต่อไป
“เราคิดว่าทุกคนจะต้องช่วยกันทุกอย่างถึงกลับมาและเอากลับมาในแบบที่ต้องดีกว่าเดิมด้วยไม่ใช่แค่เอาแค่ให้รอดหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตอนนี้ทุกคนต้องพยายามกอบกู้ฟื้นฟูเพื่อช่วยให้ทุกอย่างกลับมาดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ หน้าที่ของSustainable Brands Thailandจะช่วยไกด์ไลน์ให้กลุ่มธุรกิจตอบตัวเองได้ว่า การไปช่วยสังคม หรือดูแลสิ่งแวดล้อมที่ทำอยู่นั้น ควรทำแบบไหนถึงจะเกิดความสมดุลและเติบโตไปพร้อมกับสังคมได้”