ด้านการตั้งราคาหรือดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไป โดยข้อมูลลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากช่องทางออนไลน์ของทั้งแบงก์และ Partner ต่างๆ จะเอื้อต่อการทำเรื่อง Risk-Based Pricing มากขึ้น ในขณะที่การเดินหน้าธุรกิจจะเป็น Digital เต็มรูปแบบ มากขึ้น อาทิ Digital Lending และ Digital Asset-Related Business อาทิ ICO Portal, Exchange, Brokers ซึ่งมีนัยต่อ ลักษณะรายได้ที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบหลักอย่างเช่น รายได้ดอกเบี้ย ที่สำคัญบริการจะ Beyond Banking มากขึ้น โดยขยายขอบเขตไปสู่บริการอื่นๆ อาทิ Food Delivery, อีคอมเมิร์ซ และเทคโนโลยีทั้งในและนอกประเทศ เพื่อให้ ธนาคารสามารถสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาคการเงินกับมิติอื่นๆ เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้ามากที่สุด
“ในอนาคตธนาคารอาจจะไม่จำเป็นสำหรับลูกค้า แต่ Banking ยังจำเป็นอยู่ สำหรับธนาคารกสิกรไทย เราวางตำแหน่งเป็น Regional Financial Service provider ที่มีความหมายกับภูมิภาคนี้ ซึ่งจะเป็นธนาคารหรือ เป็น Tech Company หรือจะเป็นอะไรก็ได้ แต่เราจะมุ่งสู่การตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด โดยอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้า อยู่ และมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาในการพัฒนาบริการ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำเพื่อร่วมกัน สร้าง Ecosystem ให้ตอบโจทย์ลูกค้า โดยแต่ละปีธนาคารมีการลงทุนด้าน IT คิดเป็น 6%-10% ต่อรายได้ เพื่อ ตอบโจทย์ E2E Customer Journey ผ่านการปรับปรุงและพัฒนา Technology เพื่อรองรับการขายและบริการ ให้สอดคล้องกัน โดยมุ่งเน้นและพัฒนา Digital Banking Platform และนวัตกรรมใหม่ๆ”
อย่างไรก็ดี การทำงานในปัจจุบันนับว่ามีความท้าทายอย่างมาก เพราะสถานการณ์มีความไม่แน่นอนและคาด การณ์ได้ยาก ดังนั้นการเตรียมพร้อมองค์กรอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
“หัวใจหลักคือเราต้องสร้างองค์กรให้มีการทำงานเป็นทีม มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง เป็นองค์กรที่ เรียนรู้และปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากการลงมือทำ Fail Fast, Fail Cheap, Fail Forward ล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็ว และได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นเพื่อปรับใช้ต่อไป”
สำหรับกสิกรไทยนั้นใช้วิธีเตรียมความพร้อมรองรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยจัดโครงสร้างของบริษัทในกลุ่ม และโครงสร้างองค์กรให้เป็นไปในลักษณะ Synergy-Based Organization Design โดยจะสามารถใช้ทรัพยากรและ จุดแข็งที่ธนาคารมีร่วมกันได้ เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า ช่องทางการขายและให้บริการ ในขณะเดียวกันแต่ละหน่วยธุรกิจก็จะมี ความยืดหยุ่นคล่องตัวมากพอที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ ภายใต้กฎระเบียบที่มี
โดยแบ่งเป็นกลุ่ม Core Business กับ New Innovation โดยกลุ่ม New Innovation จะเป็นได้หลายรูปแบบตั้งแต่ จัดตั้งเอง ไปร่วมทุน หรือควบรวมตามธุรกิจแต่ละประเภท และธนาคารจะเป็นผู้สนับสนุนด้านทรัพยากร รวมถึงการทำงาน ร่วมกันเพื่อต่อยอดจากจุดแข็งที่ธนาคารมีทั้งด้านลูกค้า ช่องทางบริการและการขาย รวมถึง Data Analytics
นอกจากนี้ มีการออกแบบโครงสร้างให้เอื้อกับการเติบโตด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยจัดโครงสร้างแบบ Agile ให้มี Cross-Functional Team ที่จะทำงานร่วมกัน และให้อิสระในการคิด การทดลองมากขึ้น รวมถึงการออกแบบ การประเมินผลและให้รางวัลที่ตอบโจทย์ Innovation มากขึ้น และมีการปรับรูปแบบในการทำงานให้เป็น Hybrid เพื่อตอบ โจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ ซึ่งใช้หลักที่เรียกว่า Work that FITS ให้ Flexibility ในการทำงานที่เหมาะสม การประเมินผลโดย ดูจาก Impact ของงาน และการทำงานโดยส่งเสริมการใช้ Trust ระหว่างหัวหน้าและทีมงานมากขึ้น โดยยังคงให้ความ สำคัญเรื่องความปลอดภัยของสุขภาพ ภัยทางไซเบอร์และการดูแลข้อมูลที่เหมาะสม
รวมถึงยกระดับทรัพยากรมนุษย์ด้วยการพัฒนาผู้นำและ Talent อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าองค์กรคือคน และ ผู้นำจะเป็นคนที่ผลักดัน Transformation วิธีการทำงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ จึงเน้นการทำงานในระดับผู้นำที่ต้องมี การประสานงานที่ดี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
ด้วยลักษณะการทำงานที่ไม่ต่างไปจาก Tech Company ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกำลังจะเกียร์ไป สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีนั่นเอง