มูลนิธิรวมพัฒน์ เปิดตัวชุมชนคลองพลับพลา เป็น “ต้นแบบ” โครงการพัฒนาชุมชนแออัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ย้ำให้ชุมชน “สู้เพื่อตัวเอง” พร้อมคาดหวังสถานประกอบการสานต่อ นำแนวคิดไปใช้กับ “ชุมชนหลังบ้าน” รวมถึงเพิ่มความรับรู้คนกรุงเทพฯ ต่อชุมชนที่มี 2,000 แห่ง ครอบคลุมประชากร 2 ล้านคน
รักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ ประธานมูลนิธิรวมพัฒน์ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวถึงโครงการพัฒนาชุมชนแออัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ซึ่งมีชุมชนรวมกว่า 2,000 แห่ง และประชากรกว่า 2 ล้านคน ว่า ความตั้งใจในการริเริ่มโครงการมาจากความต้องการให้ผู้คนรับรู้ ให้ความสำคัญกับชุมชนที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาเป็นเวลานานมากขึ้น
รักษ์พงษ์ กล่าวต่อไปว่าในอดีตชุมชนเปรียบได้กับหมู่บ้านตามต่างจังหวัดในปัจจุบัน แต่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเพื่อรองรับการพัฒนาที่เกิดขึ้น หน่วยปกครองที่เรียกว่าหมู่บ้านในกรุงเทพฯ ถูกยกเลิก แล้วตั้งหน่วยใหม่ที่เรียกว่า ชุมชน ขึ้นมาแทน ขณะเดียวกับสภาพพื้นที่จากท้องนาอันเป็นพื้นที่ทำกินดั้งเดิมถูกเปลี่ยนให้เป็นกลุ่มตึกสูงระฟ้า เกิดความเข้าใจผิดต่อคนที่ไม่รู้ความเป็นมา มองว่า "ชุมชน" คือ "ชุมชนแออัด" หรือ "สลัม" ด้วยซ้ำ
ประธานมูลนิธิรวมพัฒน์ กล่าวว่า เขามองว่า "พื้นที่ชุมชน" เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ซึมซับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาเป็นเวลานาน เหมาะสำหรับผู้คนที่อยากเรียนรู้ถึงที่มา เพื่อค้นหาถึงแนวทางการสืบสานสร้างมูลค่าต่อยอดให้กับสังคมไทยสืบไป เพราะรากเหง้าภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นของหายาก ทรงคุณค่าระดับโลก ตลอดจนมีมูลค่า เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
รักษ์พงษ์ ให้ข้อมูลว่า การเลือกชุมชนคลองพลับพลา ให้เป็นชุมชนต้นแบบนั้นมีวัตถุประสงค์เบื้องต้น 2 ข้อ คือต้องการจะพัฒนาให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างให้เกิดการท่องเที่ยว เป็นช่องทางที่จะทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ชุมชนคลองพลับพลา ตั้งอยู่ในเขตวังทองหลาง มี 288 ครัวเรือน คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง พนักงานบริษัท ชุมชนมีผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน ชุมชนมีวิถีที่น่าสนใจน่าเรียนรู้ โดยผู้มาเยี่ยมเยือนจะได้ศึกษาวิถีชีวิตคนในเมืองกรุงเทพฯ อาทิ การเลี้ยงไก่ชน การพัฒนางานจักสานชุมชน การจัดสวนสมุนไพรประจำชุมชน การหาปลาเพื่อเป็นอาหารด้วยวิธียกยอ ทำตะกร้า งานจักสานจาก ผักตบชวา ตลอดจนลิ้มลองเมนูอาหารจาก Chef Table รสเลิศประจำชุมชน
“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่า แต่ละปีต้องมีชุมชนเข้าร่วมมากแค่ไหน ไม่ได้คิดเรื่องปริมาณ แต่อยากให้ชุมชนต้นแบบได้รับการพัฒนาเต็มที่ ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะรอความช่วยเหลือจากทุกๆ คน จากนั้นก็จะให้มาดูว่าเริ่มต้นและทำอย่างไร เมื่อเราทำสำเร็จ คนอื่นก็จะทำตามได้เลย”
ส่วนวัตถุประสงค์อีกเรื่อง คืออยากให้องค์กรต่างๆ สนใจชุมชนที่อยู่ใกล้สถานประกอบการของตัวเอง หรืออาจใช้คำว่าเป็น "ชุมชนหลังบ้าน" มากขึ้น ค้นหาจุดเด่นของพื้นที่ นำมาพัฒนา เชิญชวนให้คนภายนอกเข้ามาท่องเที่ยว สร้างรายได้แก่คนในพื้นที่ ทำให้ต่อเนื่อง เกิดความยั่งยืน
“ถ้าทุกสถานประกอบการเอาเราเป็นต้นแบบ ก็สามารถทำให้ชุมชนมีคนมาช่วยเหลือได้มากขึ้น”
สุดท้าย รักษ์พงษ์ ย้ำว่า จุดสำคัญที่ทำเรื่องนี้ คืออยากให้ชุมชนลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเอง รวมถึงยังเพิ่มความเห็นอีกเรื่องหนึ่งว่า อยากให้พี่น้องชาวชุมชนอีก 2,000 แห่ง ตระหนักถึงความผิดหวังและคำสัญญาที่เลื่อนลอย อันเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ควรเลิกฝากความหวังไว้กับคนอื่น
“ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่จะถึง หากชุมชนยังไม่พร้อมจะส่งผู้แทนหรือหาผู้นำเพื่อลงแข่งขันเอง ท่านก็ยังสามารถเรียกผู้สมัครที่อยากเป็นผู้ว่าฯ มาต่อรองเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อรับปาก แล้วให้คำมั่นสัญญาต่อหน้า ตามความต้องการล่วงหน้าก่อนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตแล้วลืมชุมชนในอนาคต"