รักษ์พงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากหรือระดับหมู่บ้านนั้นหายไป จนทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ ของประเทศต้องพบกับความเดือดร้อนในการทำมาหากินและดำรงชีวิต เนื่องจากเม็ดเงินนั้นยังกระจกตัวอยู่กับเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้ก็ไม่กล้าที่จะนำเม็ดเงินดังกล่าวมาลงทุน เนื่องจากกลัวความเสี่ยงและความไม่คุ้มค่าจากกำลังซื้อที่หดหายไป
ในการนี้มูลนิธิรวมพัฒน์ จึงได้ร่วมกับ บลจ.เรนเนสซานซ์ จัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลฯ ขึ้น เพื่อใช้เป็นกลไกในการรวบรวมและบริหารจัดการเงินลงทุนมูลค่าขั้นต้นกว่า 5,000 ล้านบาท จากบริษัทผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ และสถาบันชั้นนำ ที่มีความพร้อมและความสนใจในการพัฒนานวัตกรรมบล็อกเชนเชื่อมเครือข่ายหมู่บ้าน
รักษ์พงษ์ เพิ่มเติมว่า กองทุน Private Equity ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ มีเป้าหมายในการสร้างอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เฉลี่ยสูงถึง 18%ต่อปี อีกทั้งยังสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้หลังจาก 3 ปี (Lock Up Period) โดยผลตอบแทนดังกล่าวจะมาจากนโยบายการลงทุนในบริษัทเอกชนทั้งในไทยและ ASEAN จากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นกองย่อยๆ (Sub Feeder) ได้แก่ Real Estate, Health Care รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาบล็อกเชนที่มีศักยภาพในการระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ทั้งในไทย หรือตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำที่พัฒนาแล้ว
“การลงทุนส่วนหนึ่งจะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มมูลค่าเงินทุน พัฒนา Tokenomic และสร้างระบบ นิเวศของนวัตกรรมบล็อกเชนเชื่อมเครือข่ายหมู่บ้าน ให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและฟื้นเศรษฐกิจ คืนคุณภาพชีวิต สร้างงานสร้างรายได้ให้ทุกบ้าน ปลุกพลังหมู่บ้านให้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศไทยต่อไป”รักษ์พงษ์กล่าว